หุ้นกำไรแกร่ง

วันนี้ต้องยอมรับว่า ทองคำเป็นเรื่องฮอตฮิตที่ทุกวงเเม้าท์กันอย่างถึงพริกถึงขิง โดยเฉพาะในวันที่ราคาทองทำขึ้นแรง 2-3 พันบาท


วันนี้ต้องยอมรับว่า ทองคำเป็นเรื่องฮอตฮิตที่ทุกวงเเม้าท์กันอย่างถึงพริกถึงขิง โดยเฉพาะในวันที่ราคาทองทำขึ้นแรง 2-3 พันบาท พร้อมกับทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ วันนั้นจะเห็นผู้คนอุทานคำว่า รู้งี้! กันเป็นประจำ แต่วันไหนที่ราคาทองรูดลงแรงแบบไม่ทันตั้งตัว วันนั้นจะได้ยินเสียงร้องระงมเหมือนกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ตอกย้ำให้อีฉันเข้าใจได้ทันทีว่า การลงทุนในทองคำยังยืนหนึ่งนะจะบอกให้

ที่สำคัญคือ ผู้รู้หลายรายพูดตรงกันว่า การขึ้นแบบแรลลี่ของราคาทองคำเป็นผลมาจากดอลลาร์เสื่อม ซึ่งเป็นผลมาจากพฤติกรรมที่น่ารังเกียจมากขึ้นของสหรัฐฯ โดยเฉพาะเรื่องพิมพ์เงินแบบไม่สนใจใครทั้งสิ้น จนหนี้สาธารณะทะลุเพดานที่ตั้งไว้ครั้งแล้วครั้งเล่า ซึ่งเป็นเรื่องที่นานาชาติก่นด่ามาเป็นเวลานาน แต่สหรัฐฯ ก็ยังทำพฤติกรรมแบบเดิม ๆ ชนิดที่ว่า “โนสน โนแคร์” เจ้าค่ะ

ส่วนฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ชาติมหาอำนาจสุดทนกับพฤติกรรมบ้าอำนาจก็คือ การบุกรุกประเทศที่เป็นคู่ขัดแย้งแบบไร้ชื่อแป พร้อมกับข้ออ้างทำเพื่อความสงบของประเทศนั้น ๆ แต่ดันสอดไส้บริษัทพลังงานของประเทศตัวเองเข้าไปบริหารจัดการน้ำมัน หรือแม้กระทั่งการประกาศแบบหน้าไม่อายว่า เตรียมยึดเกาะกรีนแลนด์มาเป็นของตัวเอง ซึ่งทำให้ประเทศฝั่งยุโรปหัวร้อนกันเป็นแถว รวมทั้งประกาศจะบุกอิหร่านแบบนี้..โลกจะสงบได้อย่างไรล่ะคะ

เมื่อสถานการณ์โลกส่อเค้าวุ่นวายอีกนาน “โมนิก้า” ก็เชื่อว่า หุ้นไทยคงลุ่ม ๆ ดอน ๆ ไปอีกนานเหมือนกัน แต่สิ่งที่ทำให้หลายคนอุ่นใจขึ้นมานิดหนึ่งคือ มีหุ้นต่ำกว่าราคาเหมาะสมหลายตัว ซึ่งเป็นโอกาสของการลงทุนระยะสั้น กลาง และยาว โดยเฉพาะในจังหวะที่ดัชนีไม่สามารถประคองตัวที่บริเวณ 1,330 จุดได้ดังที่คาดหวัง ก่อนจะยืนปิดไปที่ระดับ 1,325.62 จุด ลบไป 5.45 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 4.68 หมื่นล้านบาท เหมือนกับการเล่นรอบเที่ยวก่อนไหมจ๊ะ

โดยหุ้นคู่แรกที่ “โมนิก้า” มองเป็นทางเลือกที่เหมาะต่อการเล่นก็คือ MTC กับ SAWAD เพราะเป็นหุ้นที่นักวิเคราะห์เชียร์ให้เล่นเป็นจำนวนมาก และจุดเด่นที่ทั้ง 2 ตัวมีเหมือนกันคือ ความสามารถในการประคองกำไรในภาวะเศรษฐกิจย่ำแย่ได้อย่างยอดเยี่ยม และมีการให้ราคาเป้าหมายไว้ที่ระดับ 58 บาท กับ 34 บาทแบบนี้ อีฉันบอกได้คำเดียวว่า ชอบตัวไหน..เล่นตัวนั้นพะยะค่ะ

เช่นเดียวกับคู่ของ KBANK และ SCB ก็เป็นช็อตที่น่าตามไปดูเหมือนกัน และเหตุผลที่หุ้นแบงก์คู่นี้ได้รับความนิยมมากกว่าคู่อื่น ๆ ก็มาจากความสามารถในการทำกำไรยังคงแข็งแกร่ง ผสานกับมีการบริหารหนี้เสียได้อยู่หมัด รวมทั้งมีการปรับโฉมธุรกิจให้ทันกับโลกยุคใหม่ อีฉันเลยมองว่า หุ้นยังมีแก๊ปให้ไปต่อได้อีก เพราะเป้าตัวแรกอยู่ที่ระดับ 195 บาท ส่วนตัวหลังอยู่ที่ระดับ 148 บาทไงล่ะคะ

คู่ถัดมาคงมองไปที่หุ้น PTT กับ PTTEP เพราะเป็นหุ้นที่กลับมาอยู่ในกระแสการลงทุนระยะหนึ่งแล้ว และเมื่อดูแรงซื้อจากนักลงทุนสถาบันที่เข้ามาเป็นระลอก “โมนิก้า” เลยเชื่อว่า การอ่อนตัวของราคาหุ้นคือจังหวะช้อนหุ้นเพื่อเล่นเก็งกำไร หลังโบรกเกอร์ให้ราคาเป้ารายแรกที่ระดับ 39 บาท ส่วนรายหลังให้ไว้ที่ระดับ 169 บาท จึงเป็นช็อตที่น่าตามไปดูเหมือนกันนะคะ

ส่วนคู่สุดท้ายที่มีดีในแง่ของปันผลที่อยู่ในระดับ 7% มาระยะหนึ่ง “โมนิก้า” คงยกให้กับหุ้นนอกกระแสอย่าง NER กับ ITC ก่อนหุ้นตัวอื่น ๆ เพราะเมื่อดูจากความสามารถในการทำกำไรที่ยังดูดี ผสานกับธุรกิจมีแนวโน้มทำรายได้เพิ่มขึ้น หากภาวะเศรษฐกิจกระเตื้องขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ย่อมเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ากับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น เพราะโบรกฯ ให้เป้าสูงถึงระดับ 6.10 กับ 22 บาทนะซี

โมนิก้าและทีมงาน

Back to top button