CPL เตรียมปรับโครงสร้างบริหารครั้งใหญ่หลังรับโอน”แพงโกลิน”

CPL เตรียมปรับโครงสร้างบริหารครั้งใหญ่หลังรับโอน"แพงโกลิน" พร้อมมุ่งพลิกมีกำไรปีนี้


นายสุวัชชัย วงษ์เจริญสิน รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซี.พี.แอล.กรุ๊พ จำกัด (มหาชน) หรือ CPL เปิดเผยว่า ตามที่บริษัทได้จัดทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ (เทนเดอร์ ออฟเฟอร์) จากผู้ถือหุ้นรายย่อย ระหว่างวันที่ 13 ม.ค.-17 มี.ค.60 ปรากฏว่ามีผู้ถือหุ้นยื่นทำเทนเดอร์ออฟเฟอร์ 988,164 หุ้น มูลค่ารวม 33.87 ล้านบาท คิดเป็น 7.70% ของวงเงินเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมด 440 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่าผู้ถือหุ้นยังคงเชื่อมั่นและพร้อมที่จะเติบโตไปกับ CPL

ทั้งนี้ หลังจากการจัดทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์และการรับโอนกิจการทั้งหมดของบริษัท แพงโกลิน เซฟตี้ โปรดักส์ จำกัด เสร็จสิ้นแล้ว ทาง CPL จะเดินหน้าปรับโครงสร้างการบริหารภายใน เพื่อให้ผู้บริหารและทีมงานรุ่นใหม่เข้ามามีบทบาทในการบริหารงานเต็มรูปแบบ ผลักดันให้บริษัทเติบโตไปข้างหน้าอย่างแข็งแกร่ง โดยมีเป้าหมายสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการทำกำไร

สำหรับคณะผู้บริหารรุ่นใหม่ ประกอบด้วย นายสุวัชชัย วงษ์เจริญสิน ทำหน้าที่ดูแลภาพรวมของธุรกิจ รวมถึงการแสวงหาโอกาสใหม่ๆ ในการลงทุน นายภูวสิษฏ์ วงษ์เจริญสิน ทำหน้าที่ดูแลบริหารจัดการกิจการ เพื่อสร้างโอกาสในการเติบโตให้กับธุรกิจฟอกหนังที่เป็นธุรกิจเดิม และธุรกิจเซฟตี้ โปรดักส์ ภายใต้แบรนด์”แพงโกลิน”ซึ่งเป็นธุรกิจใหม่ และนายกิติชัย วงษ์เจริญสิน จะดูแลการทำตลาดทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งนับเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารภายในครั้งสำคัญในรอบ 23 ปีนับจากเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ

“ถึงเวลาแล้วที่ CPL จะปรับโครงสร้างด้วยการบริหารงานโดยผู้บริหารและทีมงานรุ่นใหม่อย่างเต็มตัว โดยเป้าหมายหลักในปีนี้ คือ การเพิ่มขีดความสามารถในการทำกำไร โดยภารกิจแรกที่เราเร่งผลักดันและมั่นใจว่าเป็นไปได้แน่นอน ก็คือ การพลิกผลการดำเนินงานจากขาดทุนในปีที่แล้วมาเป็นกำไรในปีนี้”นายสุวัชชัย กล่าว

แม้ภาพรวมของรายได้จากการขายอาจจะไม่ได้เติบโตอย่างหวือหวา แต่บริษัทก็เชื่อมั่นว่ามีโอกาสและมีศักยภาพในการผลักดันอัตรากำไรขั้นต้น (มาร์จิ้น) ให้เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาซึ่งอยู่ที่ระดับ 3-4% ให้ขึ้นมาอยู่ที่ 7-8% เพราะต้องยอมรับว่าช่วงที่ผ่านมา CPL เหมือนอยู่ในภาวะติดกับดักมาร์จิ้น เนื่องจากธุรกิจฟอกหนังเป็นธุรกิจที่มีมาร์จิ้นต่ำ และเป็นระดับมาร์จิ้นที่สม่ำเสมอ

ดังนั้น หลังจากการรับโอนกิจการของแพงโกลิน ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมขั้นปลาย มีสินค้าปลายน้ำที่มีมาร์จินสูง และการดำเนินงานของบริษัท อินทิเกรเต็ด เลเธอร์ เน็ตเวอร์ค จำกัด ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมขั้นต้น ทำหน้าที่เป็นทั้งคลังสินค้า รวมถึงเป็นศูนย์กระจายสินค้า จัดหาและจัดส่งหนังทุกประเภท เพื่อป้อนสู่ตลาดในภูมิภาค ก็จะยิ่งทำให้ CPL หลุดจากกับดักมาร์จิ้นได้

นอกจากนั้น หลังการจัดโครงสร้างการลงทุนใหม่แล้ว บริษัทก็ได้มองโอกาสในการขยายตลาดในประเทศ จากเดิมที่ CPL มีสัดส่วนการลงทุนถึง 90% ก็จะรุกตลาดในประเทศผ่านแบรนด์แพงโกลินมากขึ้น ขณะเดียวกัน ก็ยังมีโอกาสในการทำตลาดประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งเมียนมา ลาว และกัมพูชา ผ่านผลิตภัณฑ์เซฟตี้ของแพงโกลินเช่นกัน

ส่วนในตลาดเอเชีย ก็จะเป็นการทำตลาดผ่านอินทิเกรเต็ด เลเธอร์ฯ ที่มีทั้งส่วนงานบริการ จัดหาและจัดส่งวัตถุดิบให้กับลูกค้าในภูมิภาค ขณะที่ CPL มีโอกาสที่จะเป็นผู้จัดจำหน่ายวัตถุดิบหนังทั้งระบบ โดยเฉพาะในภาคพื้นเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้ง จีนและอินเดีย

Back to top button