BBIK บวก 3% รับเป้ารายได้ปี 65 โตกว่า 30% เล็งดีมานด์แกร่ง-แบ็กล็อกหนุน

BBIK บวก 3% รับเป้ารายได้ปี 65 โตกว่า 30% เล็งดีมานด์ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยหวังเพิ่มศักยภาพการดำเนินธุรกิจและขีดความสามารถการแข่งขันในยุคดิจิทัล อีกทั้งยังมีแบ็กล็อกที่แข็งแกร่งหนุน


ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันนี้ (18 ม.ค. 2565) ราคาหุ้นบริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ BBIK ณ เวลา 15:01 น. อยู่ที่ระดับ 75.50 บาท เพิ่มขึ้น 2.00 บาท หรือ 2.72% โดยทำจุดสูงสุดที่ 77.25 บาท และทำจุดต่ำสุดที่ 74.00 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 62.97 ล้านบาท

นายพชร อารยะการกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BBIK เปิดเผยว่า ปี 2565 บริษัทฯ จะมุ่งสร้างการเติบโตที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง โดยวางเป้าหมายรายได้จากการให้บริการเติบโตไม่ต่ำกว่า 30% จากปีที่ผ่านมา เนื่องจากลูกค้าในภาคธุรกิจต่างๆ มีความต้องการด้านการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มให้ความสำคัญกับการลงทุนในส่วนนี้มากยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มศักยภาพการดำเนินธุรกิจและขีดความสามารถการแข่งขันในยุคดิจิทัล ตลอดจนปลดล็อคศักยภาพการเติบโตแก่องค์กร

ทั้งนี้คาดว่าการเติบโตในปี 2565 จะมาจากบริการหลักเกือบทุกกลุ่ม ได้แก่ บริการที่ปรึกษาด้านการจัดการข้อมูลขนาดใหญ่และการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูงด้วยปัญญาประดิษฐ์ (Big Data & Advanced Analytics) ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลแก่องค์กรต่าง ๆ บริการพัฒนาระบบดิจิทัลและให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยี (Digital Excellence and Delivery) และบริการให้คำปรึกษาด้านกลยุทธ์และการจัดการ (Management Consulting) ตลอดจนจะมุ่งสร้างรายได้เพิ่มขึ้นจากบริการที่ปรึกษาการบริหารจัดการโครงการเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic PMO) และบริการใหม่ๆ ได้แก่ ที่ปรึกษาด้านการปรับกระบวนการทำการตลาดด้วยเทคโนโลยีและการวางกลยุทธ์การตลาดครบวงจร (Marketing Transformation & Marketing Strategy)

“ในรอบปีที่ผ่านมาเราได้เห็นบริษัทขนาดใหญ่ออกมาจากประกาศทรานส์ฟอร์มธุรกิจ เพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงจากการถูกดิสรัปด้วยเทคโนโลยีหรือต้องการที่จะเพิ่มศักยภาพการเติบโต โดยมองว่าเทรนด์ของการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันในปี 2565 ในกลุ่มธุรกิจสถาบันการเงิน ธนาคาร ประกันภัย โทรคมนาคมและค้าปลีก ยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และจะเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตให้กับบริษัทฯ” นายพชร กล่าว

สำหรับภาพรวมการดำเนินธุรกิจในปี 2564 ถือเป็นปีแห่งการเติบโตและประสบความสำเร็จด้วยการให้บริการลูกค้ารายใหญ่ไม่ต่ำกว่า 30 ราย โดยได้ขยายฐานลูกค้าไปยังประเทศอินโดนีเซียและสิงคโปร์ ซึ่งรายได้ในส่วนนี้คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10% ของรายได้ในปี 2564 นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้รับความพึงพอใจจากลูกค้าในการให้บริการอย่างต่อเนื่อง และยังได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากนักลงทุนในการนำบริษัทฯ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ เมื่อเดือนกันยายน 2564

ขณะที่การขยายบริการใหม่ด้านที่ปรึกษาการวางกลยุทธ์การตลาดครบวงจร (Marketing Transformation & Marketing Strategy) ยังได้รับการติดต่อจากลูกค้าและมีผลตอบรับเป็นที่น่าพอใจ ซึ่งปัจจุบันมีงานที่อยู่ระหว่างดำเนินการและได้รับงานใหม่อย่างต่อเนื่อง ส่วนการดำเนินธุรกิจของบริษัท ออร์บิท ดิจิทัล จำกัด (ORBIT) ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ถือหุ้นผ่านบริษัทย่อย 40% และบริษัทฯ ถือหุ้น 60% เพื่อเติมเต็มนวัตกรรมและศักยภาพด้านดิจิทัลสู่การสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า ตลอดจนเพิ่มขีดความสามารถขององค์กรด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมสู่การเพิ่มมูลค่าและสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ให้กับ OR นั้น คาดว่าจะเติบโตได้ดีในปี 2565

“เรามั่นใจว่าผลการดำเนินงานไตรมาส 4/2564 จะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยคาดว่าจะมีมูลค่างานที่รับรู้รายได้ (แบ็กล็อก) ตามเป้าหมาย ส่งผลให้รายได้รวมทั้งปีที่คาดการณ์อยู่ในระดับไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาท เนื่องจากมีดีมานด์จากลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันบริษัทฯ ยังมีแบ็กล็อกในปี 2565 ที่แข็งแกร่ง ซึ่งจะช่วยหนุนการเติบโตตามแผนที่วางไว้” นายพชร กล่าว

Back to top button