KCE บวกแรง 7% นิวไฮรอบ 5 เดือน รับอีวีหนุนโตยาว-รุกขยายฐาน HDI

KCE บวกแรง 7% นิวไฮรอบ 5 เดือน รับอีวีหนุนโตยาว-รุกขยายฐาน HDI โบรกเชียร์ซื้อเป้า 60 บาท จับตากำไรปี 65 แตะ 2.4 พันล้าน


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้(31ม.ค.66)ราคาหุ้นบริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ KCE ณ เวลา 11:01 น. อยู่ที่ระดับ 53.25 บาท บวก 3.25 บาท หรือ 6.50% ราคาสูงสุด 53.75 บาท ราคาต่ำสุด 50.50 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 2.56 พันล้านบาท  ราคาหุ้นแรงในรอบ 5 เดือนโดยเทียบตั้งแต่หุ้นยืนที่ระดับ 54.25 บาท เมื่อวันที่ 31 ส.ค.65

บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า ขณะนี้แนะนำซื้อหุ้นบริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ KCE ราคาเป้าหมายปี 2566 ที่ราคา 57 บาทต่อหุ้น ที่อัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิ (P/E) 30 เท่า โดยภาพระยะยาว EV car ยังเติบโตได้อีกทั้งตลาดสหรัฐฯ ยุโรป และจีน แต่ระยะกลางอาจกังวลเศรษฐกิจและกำลังซื้อ ในระยะสั้น-กลาง ความกังวลกำลังซื้อและภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวอาจทำให้กลุ่มรถยนต์มีความอ่อนไหว

โดยคาดการณ์กำไรสุทธิปี 2565 จะอยู่ที่ 2,399 ล้านบาท, ปี 2566 อยู่ที่ 2,250 ล้านบาท และปี 2567 อยู่ที่ 2,527 ล้านบาท เพราะคำสั่งซื้ออ่อนตัวทุกสินค้าโดยเฉพาะรถยนต์ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2566 จากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและสงครามการค้าสหรัฐ-จีน และค่อยฟื้นตัวในครึ่งปีหลังของปี 2566-2567

สำหรับแผนขึ้นโรงงานใหม่ในนิคมโรจนะในไตรมาส 3/2567 จะทำให้การเติบโตปี 2568 สดใส ซึ่ง KCE ได้ประกาศความคืบหน้าของโครงการโรงงานใหม่ในนิคมโรจนะ อยุธยา โดยโรงงานใหม่จะเริ่มผลิตในไตรมาส 3/2567 (แผนเดิมไตรมาส 3/2566) จะเริ่มการก่อสร้างเดือน ม.ค. 2566 และใช้เวลาก่อสร้างและติดตั้งเครื่องจักรรวม 18-20 เดือน จะมีกำลังการผลิตรวม 1 ล้านตารางฟุตต่อเดือน ทำให้กำลังการผลิตรวมของ KCE เพิ่ม 47% จาก 2.1 ล้านตารางฟุตต่อเดือนในปี 2565 เป็น 3.1 ล้านตารางฟุตต่อเดือนในปี 2567 ใช้งบลงทุน 8,060 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินสดจากบริษัท 25% และจากสถาบันการเงิน 75%

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า ขณะนี้แนะนำทยอยซื้อ หุ้น KCE ราคาพื้นฐาน 52 บาท จากการขยายฐานยอดขายไปสู่กลุ่ม special grade product (HDI) จะช่วยให้อัตรากำไรดีได้ แม้แนวโน้มการดำเนินงาน KCE อาจอ่อนตัวกว่าที่เคยคาดจากความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ส่วนการลงทุนก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ที่โรจนะ จ.อยุธยา ด้วยเงินลงุทน 8,060 ล้านบาท ซึ่งจะเริ่มผลิตในไตรมาส 3/2567 คาดว่าหลังโรงงานแล้วเสร็จจะทำให้สัดส่วนการผลิตในกลุ่ม HDI เพิ่มขึ้นจากเดิมซึ่งจะช่วยให้มาร์จิ้นดีขึ้น

ขณะเดียวกัน ผู้บริหารคาดแนวโน้มยอดขายในไตรมาส 4/2565 จะทรงตัว เนื่องจากมีการเลื่อนส่งมอบจากปัญหาการขนส่งในไตรมาสก่อน ขณะที่มาร์จิ้นคาดทรงตัวเช่นกัน แต่ปกติจะมีค่าใช้จ่ายที่มากกว่าปกติทำให้แนวโน้มการดำเนินงานในไตรมาส 4/2565 จะลดลงจากไตรมาส 3/2565 อย่างไรก็ตาม จากการดำเนินงานในไตรมาส 3/2565 ออกมาต่ำกว่าคาดทำให้ทางฝ่ายได้ปรับลดประมาณการลงโดยปรับยอดขายเป็น 531 ล้านเหรียญ เพิ่มขึ้น 13% จากปีก่อน และปรับมาร์จิ้นลงจากเดิมที่มาร์จิ้นต่ำกว่าคาด รวมถึงค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น แต่ปรับกำไรสุทธิปี 2565 ลงเป็น 2,428 ล้านบาท ทรงตัวจากปีก่อน

บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า กำไรไตรมาส 3/65 โต 15% เทียบไตรมาสก่อน และโต 8% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน จาก Gross Margin ที่ฟื้นตัวจากต้นทุนวัตถุดิบบางชนิดที่ลดลงผลิตสินค้าที่ซับซ้อนมากขึ้น และเงินบาทอ่อนค่า

โดยคาดกำไรไตรมาส 4/65 ยังเติบโตต่อเนื่องได้ จากต้นทุนวัตถุดิบส่วนใหญ่ที่ราคาลดลงมาก และคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นมาก และเตรียมสร้างโรงงานใหม่ที่นิคมอุตสากรรมโรจนะกำลังผลิต 1 ล้านตารางฟุตต่อเดือน ช่วยเพิ่มกำลังผลิตของ KCE อีก 31% หนุนการเติบโตระยะยาว แนะนำซื้อราคาเป้าหมาย 60 บาท

Back to top button