SCC บวกต่อ 2% โบรกเชียร์ “ซื้อ” ลุ้นกำไร Q2 ฟื้น เป้าสูงสุด 294 บาท รับปิโตรเคมีขาขึ้น

SCC ปรับขึ้นต่อกว่า 2% หลัง 5 โบรกประสานเสียงแนะนำ “ซื้อ” คาดกำไรไตรมาส 2/69 ฟื้นตัวจากไตรมาสก่อน รับสเปรดปิโตรเคมี PE-PP-PVC ปรับดีขึ้น กำไรสต๊อกและ SCGP หนุน พร้อมให้ราคาเป้าหมายสูงสุด 294 บาท


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (10 ก.ค.69) ราคาหุ้น บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC ณ เวลา 11:40 น. อยู่ที่ระดับ 246.00 บาท บวก 5.00 บาท หรือ 2.07% ราคาสูงสุด 246.00 บาท ราคาต่ำสุด 242.00 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 1,040.36 ล้านบาท

บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ประเมินว่า SCC จะรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2 ปี 2569 ที่ประมาณ 8.2 พันล้านบาท ลดลง 53% จากงวดเดียวกันของปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 32% จากไตรมาสก่อน โดยการลดลงจากปีก่อนเป็นผลจากฐานสูงที่มีกำไรพิเศษจากการปรับมูลค่าเงินลงทุนใน CAP

ธุรกิจเคมิคอลส์ได้รับแรงหนุนจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่ปรับตัวดีขึ้น โดยส่วนต่างราคากลุ่ม PE และ PP เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนประมาณ 200 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ขณะที่ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ในห่วงโซ่ PVC เพิ่มขึ้นประมาณ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน

นอกจากนี้ SCC ยังเดินหน้าปรับสัดส่วนการผลิตไปสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง หรือ HVA มากขึ้น ช่วยให้บริษัทสามารถสร้างส่วนต่างกำไรได้สูงกว่าผลิตภัณฑ์ทั่วไป แม้ปริมาณขายผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีคาดอยู่ที่ประมาณ 3.8 แสนตัน ลดลง 43% จากไตรมาสก่อน จากการหยุดผลิตของโรงงานระยองโอเลฟินส์ หรือ ROC ตลอดทั้งไตรมาส และโรงงานปิโตรเคมีลองเซิน หรือ LSP ราวครึ่งไตรมาส

ด้านธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างมีแนวโน้มอ่อนตัวตามฤดูกาลในช่วงฤดูฝน แต่ยังได้รับแรงหนุนจากการปรับขึ้นราคาปูนซีเมนต์ตั้งแต่ปีก่อน และผลประหยัดจากการปรับโครงสร้างธุรกิจ ขณะที่ตลาดในประเทศยังถูกกดดันจากภาคที่อยู่อาศัย แต่มีโครงการภาครัฐและภาคพาณิชย์ช่วยประคอง

สำหรับตลาดต่างประเทศ เวียดนามและอินโดนีเซียมีแนวโน้มดีขึ้นจากการลงทุนและโครงการโครงสร้างพื้นฐาน ส่วนกัมพูชายังอ่อนตัวจากปัญหาภายในประเทศและจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง

บล.ทรีนีตี้ ปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2569-2570 เป็น 2.9 หมื่นล้านบาท และ 2.8 หมื่นล้านบาทตามลำดับ หลังส่วนต่างราคา PE และ PP ฟื้นตัว รวมถึงการรับรู้กำไรจากสินค้าคงคลังราว 4 พันล้านบาทในไตรมาส 1 ปี 2569 โดยมองว่าธุรกิจเคมิคอลส์มีโอกาสผ่านจุดต่ำสุดแล้ว

ทั้งนี้ บล.ทรีนีตี้ปรับคำแนะนำ SCC ขึ้นเป็น “ซื้อ” พร้อมปรับราคาเป้าหมายเป็น 294 บาท อิงอัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี หรือ PBV ที่ 1 เท่า

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด คาดว่า SCC จะมีกำไรสุทธิไตรมาส 2 ปี 2569 ที่ประมาณ 7.5 พันล้านบาท ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อนจากฐานกำไรพิเศษ แต่เพิ่มขึ้น 21% จากไตรมาสก่อน และมีแนวโน้มดีกว่าที่ฝ่ายวิจัยและตลาดเคยประเมินไว้

ปัจจัยสนับสนุนมาจากการบริหารจัดการสินค้าคงคลังก่อนการหยุดผลิตโรงงาน ทำให้คาดว่า SCC จะรับรู้กำไรจากสินค้าคงคลังราว 900 ล้านบาท

แม้โรงงาน ROC และ LSP จะหยุดผลิตบางส่วน และธุรกิจวัสดุก่อสร้างชะลอตัวตามฤดูกาล แต่กำไรจากการดำเนินงานปกติมีแนวโน้มเติบโตทั้งจากไตรมาสก่อนและงวดเดียวกันของปีก่อน จากการเพิ่มกำลังผลิตของโรงงานมาบตาพุดโอเลฟินส์ หรือ MOC ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีที่สูงขึ้น และรายได้เงินปันผล

บล.หยวนต้าประเมินว่า ผลประกอบการในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 อาจชะลอตัวจากครึ่งปีแรก แต่กำไรครึ่งปีแรกมีโอกาสทำได้ใกล้เคียงกับประมาณการกำไรทั้งปีเดิม สะท้อนแนวโน้มที่ดีกว่าคาด

ฝ่ายวิจัยจึงปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 ขึ้น 29% เป็น 1.9 หมื่นล้านบาท เติบโต 35% จากปีก่อน หลังรวมกำไรจากสินค้าคงคลังและปรับเพิ่มสมมติฐานส่วนต่างราคา PE และ PP

บล.หยวนต้าคงคำแนะนำ SCC ที่ “ซื้อ” พร้อมปรับราคาเหมาะสมขึ้นเป็น 290 บาท จากเดิม 260 บาท โดยมองว่าหุ้นมีปัจจัยกระตุ้นจากผลประกอบการไตรมาส 2 ที่แข็งแกร่งและโอกาสที่ตลาดจะปรับเพิ่มประมาณการกำไร

ฟากบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) คาดว่า SCC จะรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2 ปี 2569 ที่ประมาณ 7.60 พันล้านบาท ลดลง 56% จากงวดเดียวกันของปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 22% จากไตรมาสก่อน

หากตัดรายการพิเศษ ได้แก่ การด้อยค่าธุรกิจของบริษัท เอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGD จำนวน 403 ล้านบาท และกำไรจากสินค้าคงคลัง 756 ล้านบาท คาดว่ากำไรปกติจะอยู่ที่ประมาณ 7.25 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 147% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 299% จากไตรมาสก่อน

ธุรกิจปิโตรเคมีได้รับแรงหนุนจากภาวะอุปทานตึงตัว หลังสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกระทบการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้โรงงานปิโตรเคมีหลายแห่งขาดแคลนวัตถุดิบและต้องหยุดผลิต ส่งผลให้ส่วนต่างราคา HDPE, PP และ PVC เพิ่มขึ้น 17–45% จากปีก่อน และ 37–62% จากไตรมาสก่อน

SCC ยังได้รับประโยชน์จากการขายผลิตภัณฑ์ HVA ซึ่งมีส่วนต่างราคาสูงกว่าสินค้าทั่วไปประมาณ 100–150 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ช่วยชดเชยปริมาณขายที่ลดลง 4% จากปีก่อน และ 29% จากไตรมาสก่อน จากการหยุดผลิตของโรงงาน ROC และ LSP

ด้านธุรกิจซีเมนต์ กำไรมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากปีก่อนตามการปรับขึ้นราคาขาย รวมถึงความต้องการในเวียดนามและอินโดนีเซียที่เพิ่มขึ้นจากการลงทุนของภาครัฐ ส่วนเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนคาดชะลอตัวจากจำนวนวันหยุดและความกังวลด้านเศรษฐกิจ

ธุรกิจบรรจุภัณฑ์มีแนวโน้มฟื้นตัวทั้งด้านปริมาณขายและอัตรากำไร จากการเร่งสะสมสินค้าของลูกค้าและความสามารถในการผลักภาระต้นทุนไปยังราคาขาย

บล.กรุงศรีคาดว่า กำไรปกติช่วงครึ่งแรกของปี 2569 จะอยู่ที่ประมาณ 63% ของประมาณการทั้งปีที่ 1.44 หมื่นล้านบาท ส่วนครึ่งปีหลังอาจชะลอตัวจากครึ่งปีแรก แต่ยังเติบโตจากปีก่อน โดยได้แรงหนุนจากราคาขายซีเมนต์ โครงการลงทุนภาครัฐ และภาวะอุปทานปิโตรเคมีส่วนเกินที่ลดลง

บล.กรุงศรีคงคำแนะนำ SCC ที่ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายปี 2569 ที่ 285 บาท พร้อมเลือกเป็นหนึ่งในหุ้นเด่น เนื่องจากทุกธุรกิจหลักอยู่ในช่วงฟื้นตัว

ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) คาดว่า SCC จะมีกำไรปกติไตรมาส 2 ปี 2569 ที่ประมาณ 7.8 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 129% จากงวดเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 25% จากไตรมาสก่อน ขณะที่กำไรสุทธิคาดอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน โดยลดลง 55% จากปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 25% จากไตรมาสก่อน

ธุรกิจปิโตรเคมีของบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC จะได้รับประโยชน์จากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์โอเลฟินส์ที่สูงขึ้นและกำไรจากสินค้าคงคลัง ซึ่งคาดว่าจะช่วยชดเชยผลกระทบจากการหยุดผลิตของโรงงาน ROC ตลอดไตรมาสและโรงงาน LSP บางส่วน

ปริมาณขายผลิตภัณฑ์ PE, PP และ PVC คาดอยู่ที่ประมาณ 6.85 แสนตัน เพิ่มขึ้น 8% จากปีก่อน แต่ลดลง 20% จากไตรมาสก่อน โดยส่วนต่างราคา HDPE เฉลี่ยอยู่ที่ 526 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน เพิ่มขึ้น 45% จากปีก่อนและ 62% จากไตรมาสก่อน ขณะที่ส่วนต่างราคา PP เฉลี่ยอยู่ที่ 506 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน เพิ่มขึ้น 32% และ 53% ตามลำดับ

นอกจากนี้ คาดว่า SCGC จะมีกำไรจากสินค้าคงคลังประมาณ 1 พันล้านบาท เทียบกับขาดทุน 913 ล้านบาทในงวดเดียวกันของปีก่อน และกำไร 4.2 พันล้านบาทในไตรมาสก่อน

ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างคาดมีรายได้ประมาณ 4.12 หมื่นล้านบาท ลดลง 4% จากปีก่อนและ 1% จากไตรมาสก่อน ตามความต้องการในตลาดที่อยู่อาศัยที่อ่อนแอ

ส่วนบริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP คาดมีกำไรสุทธิประมาณ 2 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 101% จากปีก่อนและ 30% จากไตรมาสก่อน จากปริมาณขายที่สูงขึ้นและผลประกอบการของ PT Fajar Surya Wisesa Tbk. ที่กลับมามีกำไร

สำหรับไตรมาส 3 ปี 2569 กำไรมีแนวโน้มชะลอตัวจากไตรมาสก่อน เนื่องจากปริมาณขายผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีลดลงจากการหยุดผลิตของโรงงาน ROC และ LSP รวมถึงส่วนต่างราคาโอเลฟินส์ที่มีแนวโน้มกลับเข้าสู่ระดับปกติ

บล.ดาโอปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 2569–2570 ขึ้น 8% เป็น 1.80 หมื่นล้านบาท และ 1.51 หมื่นล้านบาทตามลำดับ เพื่อสะท้อนส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่ดีขึ้นและความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจซีเมนต์และบรรจุภัณฑ์ พร้อมมองอัพไซด์จากความร่วมมือกับบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ในการศึกษาจัดตั้งกิจการร่วมค้าธุรกิจโอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์

บล.ดาโอคงคำแนะนำ SCC ที่ “ซื้อ” พร้อมปรับราคาเป้าหมายปี 2569 ขึ้นเป็น 280 บาท จากเดิม 250 บาท อิงการประเมินมูลค่าแบบผลรวมส่วนธุรกิจ หรือ SOTP

ขณะเดียวกันบริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) คาดว่า SCC จะมีกำไรสุทธิไตรมาส 2 ปี 2569 ที่ประมาณ 7.6 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 22% จากไตรมาสก่อน แต่ลดลง 56% จากงวดเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากฐานปีก่อนมีกำไรจากการปรับมูลค่าเงินลงทุนใน CAP

กำไรที่เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนได้แรงหนุนจากรายได้เงินปันผลและส่วนต่างราคาปิโตรเคมีที่สูงขึ้น โดยคาดว่าบริษัทจะมีกำไรจากสินค้าคงคลังของธุรกิจเคมิคอลส์ประมาณ 500 ล้านบาท ซึ่งจะถูกหักลบบางส่วนจากการตั้งด้อยค่าของ SCGD ราว 400 ล้านบาท

ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างคาดว่ารายได้และกำไรจะลดลงจากไตรมาสก่อนตามปัจจัยฤดูกาล ทั้งช่วงวันหยุดสงกรานต์ การเข้าสู่ฤดูฝน และต้นทุนพลังงานและขนส่งที่สูงขึ้น แต่กำไรมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 22% จากปีก่อน จากการปรับขึ้นราคาขายและโครงการลดต้นทุน

ด้านธุรกิจเคมิคอลส์ ปริมาณขายคาดลดลง 28% จากไตรมาสก่อน แต่เพิ่มขึ้น 10% จากปีก่อน เนื่องจากโรงงาน ROC หยุดผลิตเต็มไตรมาส และ LSP หยุดผลิตประมาณหนึ่งเดือนครึ่ง อย่างไรก็ตาม ผลกระทบดังกล่าวจะถูกชดเชยด้วยส่วนต่างราคาที่เพิ่มขึ้นและการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ HVA

ส่วนต่างราคา HDPE-แนฟทาอยู่ที่ 526 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน เพิ่มขึ้น 62% จากไตรมาสก่อน ส่วนต่างราคา PP-แนฟทาอยู่ที่ 438 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน เพิ่มขึ้น 54% และส่วนต่างราคา PVC อยู่ที่ 388 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน เพิ่มขึ้น 37%

ขณะที่ SCGP มีแนวโน้มรายงานกำไรเพิ่มขึ้นจากปริมาณขายและการปรับขึ้นราคาขาย รวมถึง SCC จะได้รับรายได้เงินปันผลก้อนใหญ่ตามฤดูกาลในไตรมาส 2

สำหรับไตรมาส 3 ปี 2569 ส่วนต่างราคาปิโตรเคมีอาจอ่อนตัวลงหลังสถานการณ์ความขัดแย้งเริ่มคลี่คลาย ประกอบกับธุรกิจซีเมนต์เข้าสู่ฤดูฝนและไม่มีรายได้เงินปันผลก้อนใหญ่ แต่กำไรยังมีโอกาสเติบโตจากปีก่อนตามฐานที่ต่ำ รวมถึงการกลับมาเดินเครื่องของโรงงาน ROC และ LSP ในช่วงที่เหลือของปี

บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์คงคำแนะนำ SCC ที่ “ซื้อ” พร้อมราคาเป้าหมาย 268 บาท โดยมองว่าผลประกอบการจะได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของส่วนต่างราคาปิโตรเคมีและความคืบหน้าความร่วมมือทางธุรกิจกับ PTTGC

Back to top button