
MGC บวกต่อ 5% โบรกชูเป้าสูง 20.20 บาท ลุ้นกำไร Q2 นิวไฮ 350 ล้าน รับยอดขายอีวีพุ่ง
MGC วิ่งต่อ 5% รับเป้าใหม่ 20.20 บาท หลังซีเอฟโอ “เจิดนภางค์” ย้ำฐานะการเงินแข็งแกร่ง บริหารต้นทุนมีประสิทธิภาพ ด้าน บล.หยวนต้า คาดกำไร Q2/69 นิวไฮ 350 ล้านบาท โต 509% และปี 69 พุ่ง 86%
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (14 ก.ค. 69) ราคาหุ้น บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) หรือ MGC ณ เวลา 10:50 น. อยู่ที่ระดับ 9.50 บาท บวก 0.45 บาท หรือ 4.97% สูงสุดที่ระดับ 9.60 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 8.95 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 215.39 ล้านบาท
ทั้งนี้ ราคาหุ้น MGC ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยรอบ 1 สัปดาห์ ราคาปรับขึ้น 22.30% รอบ 1 เดือน ปรับขึ้น 39.23% และรอบ 3 เดือน ปรับขึ้น 103.83% ส่งผลให้ราคาหุ้น MGC มายืนเหนือจองราคา IPO ที่ 7.95 บาท (ราคาพาร์ 0.50 บาท) โดยบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2566
นางสาวเจิดนภางค์ ธรรมชวนวิริยะ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการเงินและบัญชีกลุ่ม บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) หรือ MGC เปิดเผยกับ “ข่าวหุ้นธุรกิจ” ว่า หลังจากเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ทำให้บริษัทมีฐานะการเงินแข็งแกร่ง สามารถดำเนินงานตามแผนและสร้างการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะแผนการรุกเข้าสู่ธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า อย่าง XPENG และ ZEEKR ถือเป็นแบรนด์รถยนต์ระดับบน ที่ทำให้รายได้เติบโตแบบก้าวกระโดด ดั่งที่ปรากฏตัวเลขผ่านงบไตรมาส 1/2569 ที่ผ่านมา
โดยจุดแข็งของบริษัทคือ ฐานลูกค้าระดับไฮเอนด์กว่า 700,000 ราย และบริการหลังการขายจนเป็นที่ประทับใจ ที่สำคัญเรื่องการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ผลลัพธ์บรรทัดสุดท้าย (Bottom Line) ของงบการเงินออกมาดีอย่างชัดเจน
ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ออกบทวิเคราะห์ แนะนำ “ซื้อ” หุ้น MGC ด้วยราคาเป้าหมายสิ้นปี 2570 ที่ 20.20 บาท โดยมองว่าบริษัทกำลังเปลี่ยนผ่านจากธุรกิจจำหน่ายรถยนต์แบบดั้งเดิม สู่การเป็นผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยีและระบบนิเวศการเดินทาง (Mobility Lifestyle Ecosystem) แบบครบวงจร ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนการเติบโตในระยะยาว
ทั้งนี้ MGC มีธุรกิจครอบคลุมตั้งแต่การจำหน่ายรถยนต์ ตั้งแต่กลุ่ม Mass Market ไปจนถึง Ultra-Luxury รวมถึงธุรกิจบริการหลังการขาย รถเช่า ธุรกิจการเงินและประกันภัย โดยจุดเปลี่ยนสำคัญของบริษัท คือ การเข้าถือหุ้นและรวมงบการเงินของกลุ่ม Neo Mobility ซึ่งเป็นผู้นำเข้าและผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า XPENG อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย และเป็นตัวแทนจำหน่ายหลักของ ZEEKR
ฝ่ายวิจัยมองว่าความร่วมมือกับ XPENG จะช่วยยกระดับศักยภาพการเติบโตของ MGC จากจุดแข็งด้านเทคโนโลยีของแบรนด์ ฐานลูกค้ารถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียม อัตรากำไรขั้นต้นที่สูงกว่ารถยนต์ยุโรป รวมถึงรูปแบบการบริหารสินค้าคงคลังที่ใช้เงินทุนหมุนเวียนต่ำกว่า
สำหรับผลประกอบการไตรมาส 2/2569 คาดว่า MGC จะมีกำไรปกติทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 350 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.7% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 509.4% จากช่วงเดียวกันปีก่อน จากยอดส่งมอบรถยนต์ XPENG และ ZEEKR ที่เร่งตัวขึ้น ขณะที่รายได้รวมคาดอยู่ที่ 6,681 ล้านบาท และอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) เพิ่มขึ้นเป็น 14.9%
ทั้งนี้มองว่า MGC ไม่ควรถูกประเมินมูลค่าในฐานะผู้จำหน่ายรถยนต์เพียงอย่างเดียว แต่กำลังก้าวสู่การเป็นผู้แทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีแห่งอนาคต โดยอาศัยจุดแข็งจากฐานลูกค้าระดับไฮเอนด์ เครือข่ายโชว์รูมและศูนย์บริการ รวมถึงประสบการณ์ด้านการให้บริการ เพื่อต่อยอดจากธุรกิจ Smart EV ไปสู่ผลิตภัณฑ์ใหม่ของ XPENG อาทิ หุ่นยนต์ Humanoid Robot รถยนต์ไร้คนขับ (Robotaxi) และรถยนต์บินได้ (Flying Car) ในอนาคต
ฝ่ายวิจัยคาดว่ากำไรปกติปี 2569 จะอยู่ที่ 1,272 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 86% จากปีก่อน จากการรับรู้รายได้ของ XPENG เต็มปี การรวมผลประกอบการของ Neo Mobility และสัดส่วนการจำหน่ายสินค้าที่มีอัตรากำไรสูงขึ้น ก่อนจะเติบโตต่ออีก 14% ในปี 2570 สู่ระดับ 1,447 ล้านบาท จากการรับรู้ยอดขายรถยนต์รุ่นใหม่เต็มปี การขยายเครือข่ายผู้แทนจำหน่าย และสัดส่วนรายได้จากรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น โดยประมาณการดังกล่าวยังไม่ได้รวมปัจจัยบวกจากผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีและแบรนด์ใหม่ที่จะเข้ามาในอนาคต
สำหรับราคาเป้าหมายที่ 20.20 บาท คำนวณจากการประเมินมูลค่าหลายกรณี ตั้งแต่การประเมินในฐานะผู้จำหน่ายรถยนต์ทั่วไปที่ P/E 12 เท่าไปจนถึงการให้ Valuation Premium ในฐานะผู้แทนจำหน่ายเทคโนโลยี โดยราคาเป้าหมายดังกล่าวคิดเป็น P/E ปี 2570 ที่ประมาณ 16 เท่า ซึ่งยังเหมาะสมเมื่อเทียบอัตราการเติบโตของกำไรเฉลี่ย (CAGR) ในช่วงปี 2568-2571 ที่คาดไว้ประมาณ 34% ต่อปี
นอกจากนี้ ฝ่ายวิจัยยังมองว่าบริษัทมีปัจจัยสนับสนุนเพิ่มเติมจากการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ การขยายสาขาจำหน่าย โอกาสนำผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีใหม่เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย รวมถึงคาดว่าจะให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลเฉลี่ยประมาณ 7% ต่อปี โดยคาดว่าจะจ่ายเงินปันผลครึ่งแรกปี 2569 ที่ 0.20 บาท คิดเป็น Dividend Yield ประมาณ 2.7% ขณะเดียวกัน หุ้น MGC ปัจจุบันซื้อขายที่ P/E ปี 2569 เพียง 6.6 เท่า ซึ่งยังอยู่ในระดับที่น่าสนใจเมื่อเทียบกับแนวโน้มการเติบโตของผลประกอบการในระยะข้างหน้า


