
CENTEL-ERW กอดคอเด้ง! รับ “ศุภจี” แย้มรัฐคลอด “ไทยเที่ยวไทยพลัส” อัดงบ 3 พันล้านบาท
CENTEL-ERW กอดคอเด้ง! หลัง “ศุภจี ธรรมพันธุ์” เตรียมเปิดโครงการ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” กระตุ้นท่องเที่ยวในประเทศ ลุ้นอัดงบกว่า 3,000 ล้านบาท แจก 1 ล้านสิทธิ โบรกมองเป็นบวกต่อหุ้นโรงแรม รับไฮซีซันปลายปี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันนี้ (15 ก.ค.69) ณ เวลา 10.38 น. ราคาหุ้น บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW อยู่ที่ระดับ 3.04 บาท เพิ่มขึ้น 0.02 บาท หรือ 0.66% โดยทำจุดสูงสุดที่ 3.06 บาท และทำจุดต่ำสุดที่ 3.02 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 10.10 ล้านบาท
บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL อยู่ที่ระดับ 36.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.25 บาท หรือ 0.69% โดยทำจุดสูงสุดที่ 36.75 บาท และทำจุดต่ำสุดที่ 36.50 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 9.83 ล้านบาท
นางศุภจี ธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะกำกับดูแลการท่องเที่ยว เปิดเผยกับ “ข่าวหุ้นธุรกิจ” ว่า รัฐบาลอยู่ระหว่างการพิจารณามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยวในประเทศ ปัจจุบันอยู่ในกระบวนการดูรายละเอียด เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับก่อนเข้าช่วงไฮซีชั่น (high season)
นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวยืนยันว่า รัฐบาลเตรียมเปิดโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ ในรูปแบบ Co-payment คล้ายโครงการเราเที่ยวด้วยกัน ซึ่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) อยู่ระหว่างปรับปรุงโครงการ รวมถึงปรับปรุงข้อจำกัด เช่น ข้อจำกัดเรื่องการใช้สิทธิ์เฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ และทบทวนแนวคิดเรื่อง “เมืองหลัก-เมืองรอง” ว่า ควรคงไว้หรือไม่ ตลอดจนการขยายกลุ่มผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ ให้ครอบคลุมถึงผู้ประกอบการเดินรถขนส่งและสายการบิน เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึง และประชาชน เข้าถึงง่าย เน้นผ่าน “เป๋าตัง”
โดยเบื้องต้นจะมีการขอใช้งบกลางปี 2570 วงเงินไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านบาท ตั้งเป้าจำนวนสิทธิ์ไว้ที่ไม่ต่ำกว่า 1 ล้านสิทธิ์ โดยรัฐบาลสนับสนุนมากกว่า 3 พันบาท แต่จะต้องรอข้อสรุปว่ารัฐบาลจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเดินทาง สัดส่วน 60:40 หรือ 50:50 หากได้ข้อสรุปก็จะเสนอครม.พิจารณาต่อไป คาดว่าจะเริ่มดำเนินการโครงการได้ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ต่อเนื่องถึงปีหน้า
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ปัจจุบันสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและการกลับมาปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา หากยืดเยื้ออาจทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง และเป็นเวลานาน อาจกระทบเงินเฟ้อและการขยายตัวของเศรษฐกิจ (GDP) ไทย ทั้งนี้ประเด็นการเก็บค่าผ่านทาง 20% นั้น ยังต้องรอประเมินผลกระทบต่อ GDP และต้องรอดูสถานการณ์ให้ชัดเจนก่อน แต่ก็ยังไม่ได้มีความกังวลมากนัก
ส่วนเงินบาทที่อ่อนค่าราว 5-6% ถือว่าไม่แตกต่างเมื่อเทียบกับค่าเงินในภูมิภาคและอยู่ในสถานการณ์ระดับกลาง อีกทั้งยังช่วยสนับสนุนภาคการส่งออกและการท่องเที่ยวของไทยได้ดีด้วย ถือเป็นแรงหนุนต่อเศรษฐกิจในช่วงที่การบริโภคภายในประเทศยังฟื้นตัวไม่เต็มที่
นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS ระบุว่า รัฐบาลเตรียมเปิดตัวโครงการ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” มีลักษณะคล้ายโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการในช่วงไตรมาส 4 ปี 2569
เบื้องต้นโครงการจะสนับสนุนวงเงินมากกว่า 3,000 บาทต่อสิทธิจำนวน 1 ล้านสิทธิ ใช้งบประมาณรวมมากกว่า 3,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 0.02% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Real GDP)
สำหรับรายละเอียดของโครงการรัฐจะช่วยออกค่าใช้จ่าย 40% สำหรับค่าที่พักโรงแรม พร้อมมอบคูปองสำหรับค่าอาหารและกิจกรรมท่องเที่ยวรายวัน รวมถึง Cashback ค่าตั๋วเครื่องบิน โดยประชาชนจะใช้สิทธิผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ทั้งนี้ ภาครัฐยังอยู่ระหว่างพิจารณาปรับเงื่อนไขเพิ่มเติม เช่น การจำกัดการใช้สิทธิในวันเสาร์-อาทิตย์ และการกำหนดเงื่อนไขการเดินทางในเมืองหลักหรือเมืองรอง
โดยประเมินว่าโครงการดังกล่าวจะเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวในประเทศ ได้แก่ CENTEL, ERW
ทั้งนี้เลือกหุ้น CENTEL, ERW เป็นหุ้นเด่น (Best Picks) ที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากมาตรการดังกล่าว

