3 หุ้นเด่นหวังเงินไหลเข้า


เส้นทางนักลงทุน

บล.เอเซีย พลัส ประเมินว่าสัญญาณการไหลเข้าของ Fund Flow ชัดเจนขึ้นตามลำดับ เริ่มจากภาพใหญ่ที่เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง หนุนให้สกุลเงินในเอเชียแข็งค่าขึ้น และพบว่านักลงทุนต่างชาติก็มียอดซื้อสุทธิในตลาดหุ้นแต่ละประเทศเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดหุ้นไทย ซึ่งประเมินว่าสถานการณ์ดังกล่าวยังดำเนินต่อไป

นอกจากนี้ยังมีแรงดึงดูดจากการที่บริษัทจดทะเบียนของไทย 11 บริษัท ติดอันดับอยู่ในชั้น Gold Class ของ The Sustainability Yearbook 2021 ซึ่งถือว่าตลาดหุ้นไทยมีจำนวนบริษัทที่ติดอันดับดังกล่าวมากที่สุดในโลก ซึ่งน่าจะทำให้เห็นเม็ดเงินลงทุนไหลเข้าในกลุ่มบริษัทดังกล่าว

อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นผลพวงจากการที่เงินดอลลาร์อ่อนค่า ก็คือราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาน้ำมัน ซึ่งเป็นผลดีโดยตรงต่อหุ้น PTT และ PTTEP สำหรับสถานการณ์เรื่อง COVID-19 พบว่ามีแนวโน้มที่ดีขึ้นต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ที่ลดต่ำลงอย่างชัดเจน และการที่มีวัคซีนออกมาเพิ่มมากขึ้น

ภายใต้สถานการณ์แวดล้อมดังกล่าวเชื่อว่าน่าจะทำให้ SET Index อยู่ในแนวโน้มขาขึ้นต่อไป อย่างไรก็ตามให้ติดตามสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศใกล้ชิดขึ้นในฐานะปัจจัยเสี่ยง

สำหรับหุ้นแนะนำเป็นตัว Top Pick เลือก CPN, PTT และ TISCO

บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN มีการประเมินว่าแม้กำไรปกติไตรมาส 4/2563 จะลดลง 9% จากไตรมาสก่อนที่ 2.14 พันล้านบาท และมีโอกาสอ่อนตัวต่อในไตรมาส 1/2564 จากโควิด-19 รอบใหม่ แต่น่าจะเป็นจุดต่ำสุดของปี

ก่อนค่อย ๆ ฟื้นตัวดีขึ้นในไตรมาสถัดไป หลังทุกศูนย์การค้าในไทยกลับมาเปิดบริการได้หมด (มหาชัยกลับมาเปิด 2 ก.พ. 2564) การ Lock Down ผ่อนคลายลง และการเริ่มใช้วัคซีนในไทยมีความชัดเจนมากขึ้น ย่อมหนุนให้ธุรกิจศูนย์การค้าฟื้นตัวดีขึ้นทั้งในเชิง Traffic และการให้ส่วนลดค่าเช่าที่จะทยอยลดลง

อีกทั้งเชื่อว่าทิศทางกำไรปี 2564 จะยังสูงขึ้นจากปี 2563 บวกกับแผนขายสินทรัพย์ใหม่เข้ากอง REIT ในปีนี้ ที่จะเข้ามาสร้างกำไรพิเศษเพิ่มเติม

ดังนั้น คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 60 บาท

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT มีการประเมินว่าจากเศรษฐกิจที่ทยอยฟื้นตัว หนุนให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้น 50 เหรียญฯ ถือเป็นบวกต่อหุ้นน้ำมันอย่างตัว PTT รวมถึงผลการดำเนินงานค่อย ๆ ฟื้นตัวตามเศรษฐกิจในภาพใหญ่ หนุนความต้องการใช้ปิโตรเลียม และปิโตรเคมีกระเตื้องขึ้น

ประกอบกับทิศทางผลการดำเนินงานของ PTT ในปี 2564 จะเห็นการปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญกว่าเท่าตัวจากงวดเดียวกันของปีก่อน และหากพิจารณาแนวโน้มกำไรระยะสั้น สิ้นงวดไตรมาส 4/2563 คาดจะปรับตัวเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน จากทุกธุรกิจ ทั้งธุรกิจก๊าซธรรมชาติและโรงแยกก๊าซฯ ของ PTT จากความต้องการใช้ที่กระเตื้องขึ้นตามเศรษฐกิจ

ดังนั้น แนะนำ “ซื้อ” ประเมินมูลค่าพื้นฐานปี 2564 อยู่ที่ 48.50 บาท

บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO มีการประเมินว่าพื้นฐานแข็งแกร่งอย่างปฏิเสธไม่ได้ โดยด้านสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Ratio) ณ สิ้นงวดไตรมาส 4/2563 ลดลงเหลือ 2.5% จาก 2.63% ณ สิ้นงวดก่อน ขณะที่ปี 2564 เชื่อสถานการณ์ไม่เลวร้ายเท่าไตรมาส 2/2563 ที่ NPL Ratio เคยสูงถึง 3.28% ทำให้คาดระดับ NPL ณ สิ้นปี 2564 ไม่น่าเกิน 3%

สำหรับการตั้งสำรองเพิ่มขึ้นในไตรมาส 4/2563 ส่งให้อัตราส่วนความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย (Coverage Ratio) อยู่ที่ 210.5% จาก 196.1% ณ สิ้นงวดก่อนสูงสุดในกลุ่มฯ พร้อมรองรับสภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มศักยภาพ

ขณะที่มีการคาดว่ากำไรสุทธิปี 2564 พลิกกลับมาเติบโตกว่า 5.5% จากงวดเดียวกันของปีก่อน จากทั้งส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) และค่าธรรมเนียมดีขึ้น ขณะที่อัตราส่วนเงินปันผลตอบแทน (Dividend Yield) ปี 2564 สูงราว 7.6% ต่อปี

ดังนั้น คงแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 102 บาท

อย่างไรก็ตาม หุ้น CPN, PTT และ TISCO ถือเป็นหุ้นบิ๊กแคปที่อยู่ในตลาด SET50 และ SET100 ซึ่งนับว่าเป็นที่หมายปองของนักลงทุนต่างชาติอยู่แล้ว ดังนั้นหากเม็ดเงินลงทุนจะไหลเข้ามาก็อาจเป็นหนึ่งในตัวเลือกของนักลงทุนต่างชาติในการพิจารณาลงทุน เพราะถึงอย่างไรบริษัทดังกล่าวก็มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง

รวมทั้งการถือครองหุ้นดังกล่าวของกลุ่มนักลงทุนต่างชาติพบว่า CPN มีการถือครองหุ้นอยู่ 79.64% ขณะที่ PTT มีการถือครองอยู่ 5.18% และ TISCO มีการถือครองหุ้นอยู่ 5.03%

โดยเห็นได้ว่าหากเงินทุนไหลกลับเข้ามาในตลาดหุ้นไทยรอบใหม่ ก็อาจทำให้หุ้น CPN, PTT และ TISCO เป็นที่หมายปอง!!!

Back to top button