MAJOR ถอดสลักวิกฤต.!

สำนักข่าวรัชดา


ที่ผ่านมาก่อนจะเกิดวิกฤตโควิด บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) หรือ MAJOR แม้จะไม่ใช่หุ้นพิมพ์นิยมมากนัก แต่ก็เป็นหุ้นน้ำดีตัวหนึ่ง มีกำไรต่อเนื่องทุกปี แถมจ่ายปันผลสม่ำเสมออีกต่างหาก…

ถ้าย้อนประวัติศาสตร์ MAJOR เคยขาดทุนครั้งใหญ่ สมัยที่มีการควบรวมกับบริษัท อีจีวี เอ็นเตอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ EGV ในปี 2547…ตอนนั้น MAJOR ตัดสินใจบันทึกค่าส่วนเกินกว่ามูลค่าสุทธิตามบัญชี หรือค่า Goodwill ตู้มเดียว 816 ล้านบาท เลยเป็นเหตุให้พลิกมาขาดทุน 479 ล้านบาท…

แต่เจ็บแล้วจบ..!! หลังจากนั้นมา MAJOR ก็ไม่เคยขาดทุนอีกเลย…

กระทั่งมาเจอวิกฤตโควิด ด้วยธุรกิจของ MAJOR โดยเฉพาะโรงภาพยนตร์ได้รับผลกระทบหนัก ขณะที่ธุรกิจที่เป็นเงินลงทุนอย่าง บริษัท สยามฟิวเจอร์ดีเวลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SF ก็แสนสาหัส แต่คอร์บิสซิเนสถึงขั้นจอมืดเลยทีเดียว จึงทำให้ปี 2563 พลิกมาขาดทุน 527 ล้านบาท

เป็นการขาดทุนครั้งแรกของ MAJOR ในรอบ 15 ปี..!!

ขณะที่ปี 2564 สถานการณ์ก็ยังไม่ดีขึ้น ไตรมาสแรกขาดทุนอยู่ที่ 119 ล้านบาท จากรายได้รวม 944 ล้านบาท

ด้วยสถานการณ์แบบนี้ก็ไม่รู้จะลากยาวไปอีกนานแค่ไหน…เมื่อรายได้ไม่มี แต่ดอกเบี้ยเดินทุกวัน มีภาระหนี้สินผูกพัน ซึ่งก่อนหน้านี้ ไม่เป็นปัญหา มีรายได้เข้ามาต่อเนื่อง สามารถจ่ายดอกเบี้ยได้…

แต่ตอนนี้กลายเป็นปัญหา กระแสเงินสดตึงตัวมากขึ้น เลยเป็นที่มา MAJOR ต้องหาทางออกในสถานการณ์อย่างนี้ หนึ่งในนั้น ยอมตัดใจขายเงินลงทุนใน SF จำนวน 647,158,471 หุ้น หรือคิดเป็น 30.36% ให้กับบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN ในราคาหุ้นละ 12 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 7,765 ล้านบาท

โดย MAJOR ระบุชัด เงินที่ได้จากการขายหุ้น SF ครั้งนี้ เป้าหมายหลักเพื่อนำไปล้างหนี้ เพราะเงินก้อนใหญ่เกือบ 70% หรือราว 5,300 ล้านบาท จะถูกนำไปจ่ายหนี้เงินกู้ตามสัญญา

นั่นเท่ากับว่า จะทำให้ MAJOR ปลดเปลื้องต้นทุนทางการเงินลงไป โดยคาดจะประหยัดดอกเบี้ยจ่ายราว 120-130 ล้านบาทต่อปี และมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จาก 1.3 เท่า เหลือเพียง 0.35 เท่า

เบื้องต้นจะทำให้ MAJOR ตัวเบาขึ้น..!!

ถือเป็นการถอดสลักวิกฤตเลยก็ว่าได้..!?

ส่วนเงินก้อนที่สอง จำนวน 265 ล้านบาท จะใช้ในการขยายธุรกิจ ซึ่งก่อนหน้านี้มีแผนจะเปิดสาขาในต่างจังหวัดเพิ่มอีก 8 สาขา และสาขาในกัมพูชาอีก 2 สาขา

และที่เหลืออีกประมาณ 2,200 ล้านบาท จะใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน

โอเค…ระยะสั้น การขายหุ้น SF ครั้งนี้ ทำให้ MAJOR ได้กระแสเงินสดเข้ามามากก็จริง แต่ก็แลกกับการไม่ได้รับส่วนแบ่งกำไรจาก SF ที่เคยรับรู้ประมาณ 600 ล้านบาทต่อปีอีกต่อไป

นั่นหมายความว่า ถ้ามองระยะยาว ถ้าธุรกิจโรงภาพยนตร์ไม่กลับมา หรือกลับมาแต่อาจไม่รุ่งเรืองเหมือนก่อน… MAJOR จะทำยังไงต่อไป..? อันนี้น่าคิด

คงเป็นโจทย์ใหญ่ให้ “เสี่ยวิชา พูลวรลักษณ์” ในฐานะเจ้าพ่อโรงหนังต้องขบคิดแล้วล่ะ…

อ้อ…ส่วนประเด็นที่ MAJOR มีกำไรพิเศษ 2,824 ล้านบาท จากการขายเงินลงทุนครั้งนี้ คาดจะบุ๊กในไตรมาส 3/2564 นี้ ถ้าให้เดาใจ “เสี่ยวิชา” ก็น่าจะมีปันผลพิเศษปลอบใจผู้ถือหุ้นแหละ…

ใช่ปะคะเสี่ยขาาา…

…อิ อิ อิ…

Back to top button