‘ทรัมป์’ เผชิญวิกฤตพันธบัตร-ไฟสงคราม

ความมุ่งมั่นและอำนาจการควบคุมสถานการณ์ของประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” กำลังถูกท้าทายอย่างรุนแรงจากปัจจัยภายนอกประเทศที่ยากจะควบคุม


ความมุ่งมั่นและอำนาจการควบคุมสถานการณ์ของประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” กำลังถูกท้าทายอย่างรุนแรงจากปัจจัยภายนอกประเทศที่ยากจะควบคุม นั่นคือ ความผันผวนในตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และราคาน้ำมันโลก ปัจจัยดังกล่าว กำลังร้อยเรียงกันกลายเป็นมรสุมเศรษฐกิจลูกใหญ่ที่พร้อมพัดกระหน่ำเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลวอชิงตัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเวลาที่สหรัฐฯ กำลังนับถอยหลังเข้าสู่การเลือกตั้งกลางเทอมช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้ จะเป็นตัวชี้ชะตาว่า “พรรครีพับลิกัน” จะยังคงรักษาเสียงข้างมากในสภาคองเกรสไว้ได้หรือไม่..!?

ชนวนเหตุหลักของความปั่นป่วนครั้งนี้ เกิดขึ้นจากสงครามความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน ยืดเยื้อมานานกว่า 3 เดือน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนพลังงานโลก ทำให้ราคาน้ำมันดิบและน้ำมันเบนซินในประเทศพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ราคาน้ำมันเบนซินที่หน้าสถานีบริการ กลายมาเป็นสิ่งสร้างความวิตกกังวลและเป็นความเครียดสูงสุด ให้แก่เจ้าหน้าที่ในทำเนียบขาว เนื่องจากมันเป็นดัชนีชี้วัดที่กระทบต่อเงินในกระเป๋าของประชาชนโดยตรง

เมื่อราคาน้ำมันแพงขึ้น มันจึงเป็นตัวเร่งพฤติกรรมและความคาดหวัง ด้านเงินเฟ้อ (Inflation Expectations) ของทั้งผู้บริโภคและนักลงทุน เมื่อทุกคนคาดการณ์ว่าราคาสินค้าแพงขึ้นและเงินเฟ้อฝังลึก กลไกในตลาดการเงินจึงตอบสนองด้วยการเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield)อายุ 10 ปี ที่เป็นเกณฑ์ชี้วัดและฐานอ้างอิงของอัตราดอกเบี้ยทั่วโลก ทะยานสูงขึ้นอย่างน่ากลัว จนทะลุระดับ 4.5% อย่างรวดเร็วและเคยดีดตัวไปแตะระดับสูงสุด 4.69% ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

ผลกระทบของการที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสูงขึ้นเช่นนี้ เปรียบเสมือนการเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจแบบโดมิโนทุกภาคส่วน เพราะนั่นหมายถึงต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สำหรับภาคธุรกิจที่ต้องการระดมทุนเพื่อขยายกิจการหรือพยุงสภาพคล่อง รวมถึงภาคครัวเรือนที่ต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยบัตรเครดิตและสินเชื่อ ยิ่งกว่านั้นนักกลยุทธ์เตือนว่าระดับผลตอบแทนสูงขนาดนี้ กำลังส่งผ่านผลกระทบสู่อัตราดอกเบี้ยจำนองที่อยู่อาศัย ส่งผลให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์และบ้านจัดสรรต้องหยุดชะงักลง..

คีย์เวิร์ดว่าด้วย “ราคาที่เหมาะสม” หรือความสามารถในการจ่ายได้ของครัวเรือน กลายเป็นหัวข้อหลักที่มีการหยิบยกมาวิเคราะห์และพูดถึงกันมาก เพราะเมื่อใดก็ตามที่ประชาชนรู้สึกว่าต้นทุนการดำรงชีพสูงเกินไป และดอกเบี้ยบ้านแพงเกินกว่าจะโอบรับไหว พวกเขาจะชะลอการใช้จ่าย สถานการณ์เลวร้ายสุด ภาระค่าครองชีพและดอกเบี้ยสูง อาจฉุดรั้งให้ระบบเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ก้าวเข้าสู่ภาวะถดถอย และความเสี่ยงข้อนี้เองที่เป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อคะแนนนิยมของทรัมป์

มอง “มิติทางการเมือง” ท่าทีของทรัมป์ ที่มีต่อธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) เริ่มเกิดรอยร้าวจากแนวคิดสวนทางกันอย่างเห็นได้ชัดเจน ขณะที่ทรัมป์ พยายามเรียกร้องให้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีก่อนการเลือกตั้ง แต่ว่าเจ้าหน้าที่ของธนาคารกลางสหรัฐหลายคนกลับมองตรงกันข้าม พวกเขาเห็นว่าภาวะที่เงินเฟ้อและราคาน้ำมันยังคงมีความเสี่ยงสูงเช่นนี้ อาจจำเป็นต้องพิจารณา “ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย” แทนการปรับลดดอกเบี้ย เพื่อควบคุมเสถียรภาพทางการเงินไม่ให้หลุดลอยและบอบช้ำไปมากกว่านี้

ความขัดแย้งเชิงนโยบาย ลุกลามภายในพรรครีพับลิกันเอง เมื่อสมาชิกสภาคองเกรสบางส่วน เริ่มแสดงท่าทีกังวลและไม่เห็นด้วย ต่อข้อเรียกร้องของทรัมป์ ที่ต้องการให้รัฐบาลอัดฉีดเงินใช้จ่ายภาครัฐ เนื่องจากพวกเขามองว่าการกระทำดังกล่าวอาจเป็นการเติมเชื้อไฟให้สถานการณ์เงินเฟ้อรุนแรงขึ้น และส่งผลเสียต่อเสถียรภาพระยะยาว ความขัดแย้งและการจัดสรรงบประมาณที่ตึงเครียดนี้ อาจทำให้พรรครีพับลิกัน สูญเสียความได้เปรียบการกุมเสียงข้างมาก ที่มีเหนือพรรคคู่แข่งอยู่เพียงเล็กน้อย ทั้งสภาผู้แทนและวุฒิสภา

อย่างไรก็ดีตลาดการเงินปัจจุบันยังอ่อนไหวต่อคำพูดของทรัมป์ เห็นได้จากปฏิกิริยาเมื่อวันพุธ ที่ผลตอบแทนพันธบัตรยอมย่อตัวลงเล็กน้อย หลังจากทรัมป์ส่งสัญญาณบวกว่า “การเจรจากับอิหร่านมาถึงขั้นสุดท้าย” แม้ทีมเศรษฐกิจอย่างรัฐมนตรีคลัง “สก็อตต์ เบสเซนต์” จะพยายามปลอบว่า สภาวะบอนด์ยีลด์ที่สูงจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเพียงแค่ “ชั่วคราว” แต่การที่ทรัมป์ ระบุในเวลาต่อมาว่า ไม่จำเป็นต้องรีบเร่งทำข้อตกลง ทำให้ความหวังการยุติสงครามพลอยเลือนรางไปด้วย

สถานการณ์นี้จึงกลายเป็นโจทย์หินและบททดสอบครั้งสำคัญ ที่แสดงให้เห็นว่า แม้ผู้นำสหรัฐฯ มีอำนาจล้นมือทางการเมือง แต่ไม่สามารถบงการหรือฝืนกลไกของตลาดเสรีและราคาน้ำมันได้ การผสมผสานระหว่างดอกเบี้ยสูงกับราคาน้ำมันร้อนแรง กำลังบีบรัฐบาลสหรัฐฯ ต้องเร่งหาทางแก้ไข และผลลัพธ์การเผชิญหน้าระหว่างทรัมป์กับตลาดพันธบัตรครั้งนี้ จะเป็นคำตอบว่าเขาจะสามารถนำพาพรรคและประเทศผ่านวิกฤตไปได้หรือไม่..!!!

Back to top button