
สังคมข่าวหุ้น
ดัชนีตลาดหุ้นไทยวานนี้ (7 ก.ค.) ปิดที่ 1,604.13 จุด ลดลง 12.75 จุด หรือ 0.79% มูลค่าการซื้อขาย 81,814.50 ล้านบาท
ดัชนีตลาดหุ้นไทยวานนี้ (7 ก.ค.) ปิดที่ 1,604.13 จุด ลดลง 12.75 จุด หรือ 0.79% มูลค่าการซื้อขาย 81,814.50 ล้านบาท แม้ภาคบ่ายดัชนีจะยังเคลื่อนไหวในแดนลบ แต่สามารถรีบาวด์กลับมายืนเหนือระดับ 1,600 จุดได้ จากแรงซื้อที่เข้ามาในหุ้นกลุ่มธนาคาร โดยเฉพาะ BBL, KBANK และ SCB อย่างไรก็ตาม ภาพรวมตลาดยังถูกกดดันจากแรงขายในหุ้นขนาดใหญ่ นำโดย DELTA, PTT และ GULF ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ฉุดให้ดัชนีปิดลบต่อเนื่องจากช่วงการซื้อขายภาคเช้า แม้จะมีแรงพยุงจากหุ้นแบงก์เข้ามาช่วยประคองตลาดในช่วงท้ายการซื้อขายก็ตาม
ธนาคารทิสโก้ประเมินว่า การลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 จะมีความท้าทายมากขึ้น จากแนวโน้มที่ธนาคารกลางหลายประเทศอาจกลับมาใช้นโยบายการเงินที่ตึงตัว หรือปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ขณะที่ราคาน้ำมันมีโอกาสปรับสูงขึ้นจากภาวะสต๊อกน้ำมันที่เริ่มลดลง ซึ่งอาจผลักดันเงินเฟ้อให้เร่งตัวอีกครั้ง ประกอบกับราคาหุ้นในหลายตลาดที่อยู่ในระดับค่อนข้างสูง ทำให้การลงทุนต้องเน้นคัดเลือกสินทรัพย์มากกว่าที่ผ่านมา สำหรับกลยุทธ์รับมือความผันผวน แนะนำ 3 ธีมลงทุน ได้แก่ สินทรัพย์ที่ช่วยป้องกันผลกระทบจากเงินเฟ้อ อย่างน้ำมันและทองคำ หุ้นที่ได้อานิสงส์จากเมกะเทรนด์โลก เช่น ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับ AI และกลุ่มเฮลท์แคร์ รวมถึงสินทรัพย์ที่สร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอและช่วยลดความผันผวนของพอร์ต อย่างหุ้นปันผลและกองทุนผสม
บล.เมย์แบงก์มองว่า แม้เศรษฐกิจโลกจะยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่เศรษฐกิจไทยยังมีศักยภาพเติบโตในระยะยาว โดยประเมินว่า GDP ไทยจะขยายตัวจาก 2.1% ในปี 2569 เป็น 2.7% ในปี 2570 แรงหนุนสำคัญมาจากโครงการลงทุนภาคอุตสาหกรรมที่เริ่มเห็นความชัดเจน และทยอยเข้าสู่การดำเนินงาน ซึ่งจะช่วยหนุนการลงทุน การจ้างงาน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงต่อไป ขณะเดียวกัน เมย์แบงก์ยังเดินหน้าผลักดันบทบาทของไทยในสายตานักลงทุนต่างชาติ ผ่าน Maybank Investment Banking Group (Maybank IBG) ที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงบริษัทชั้นนำของไทยและอาเซียนกับนักลงทุนสถาบันทั่วโลก โดยจัดงาน Invest ASEAN ระหว่างวันที่ 7-8 ก.ค. ที่ประเทศสิงคโปร์ เพื่อเปิดเวทีให้นักลงทุนได้มองเห็นโอกาสของภูมิภาคอาเซียน และตอกย้ำศักยภาพของไทยในฐานะหนึ่งในตลาดที่น่าจับตาในระยะยาว
บล.เอเซีย พลัส ปรับเพิ่มประมาณการกำไรของ SCGP ในปี 2569-2570 ขึ้นเฉลี่ย 6% พร้อมคงคำแนะนำ “ซื้อ” หลังมองว่าผลประกอบการมีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่องจากการกลับมาของธุรกิจหลักและการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้ คาดกำไรปี 2569 จะเติบโตถึง 56% เมื่อเทียบกับปีก่อน และยังขยายตัวต่ออีก 7% ในปี 2570 ส่งผลให้ปรับไปใช้ราคาเหมาะสมปี 2570 ที่ 34 บาท สะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มการเติบโตของบริษัทในระยะถัดไป
ดวงดี