
เกมซ่อนหาตลาดหุ้น
เรื่องราวในตลาดหุ้นเรื่องนี้ ค่อนข้างจะแปลก ระคนพิลึกและพิสดาร หวังว่าความจริงจะคลี่คลายกระจ่างแจ้ง ออกมาเป็นกรณีศึกษาได้ในเร็ววันนี้
เรื่องราวในตลาดหุ้นเรื่องนี้ ค่อนข้างจะแปลก ระคนพิลึกและพิสดาร หวังว่าความจริงจะคลี่คลายกระจ่างแจ้ง ออกมาเป็นกรณีศึกษาได้ในเร็ววันนี้
เกิดมีสตรีนางหนึ่งนาม “สุภาพร พิมพงษ์” มาแจ้งแบบรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ246-2) จำนวน 6 หลักทรัพย์ต่อก.ล.ต.เมื่อ 3 มิ.ย.และ 2 ก.ค. 69 ที่ผ่านมานี้ ได้แก่หุ้น TRUE KBANK BBL AAV GJS และ MAJOR
หุ้นเหล่านี้ มีถือครองมาตั้งแต่ 2564 และบางตัวก็ถือครองเกินกว่า 5% เช่น BBLและ KBANK หุ้น TRUE ก็ถือครอง 7.09% และเมเจอร์ถืออยู่ 9.99% ซึ่งตามกฎหมาย หากถือครองหุ้นแตะ 5% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดเมื่อไหร่ ก็จะต้องแจ้งก.ล.ต.ภายใน 3 วัน
แต่นี่เล่นดองเสียหลายปี เพิ่งมาแจ้งรวบยอดเอา 2 ครั้งในปีนี้ นี่ไม่ใช่ลักษณะของ “มืออาชีพ” หรือนักลงทุนรายใหญ่เอาเสียเลย
มูลค่าหลักทรัพย์ 6 ตัวที่คุณสุภาพรถือครองอยู่หากคิดตามราคาตลาด ก็มีมูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาทแล้ว เฉพาะหุ้น TRUE ก็มีมูลค่ากว่า 3 หมื่นล้านบาท คุณสุภาพรมีสถานะเป็นบุคคลธรรมดา ไม่ใช่นิติบุคคลไซส์ใหญ่โตอะไร จะสามารถซื้อหุ้นลงทุนเป็นแสนล้านบาทได้เชียวหรือ
ต่อให้ “ขาใหญ่” นักลงทุนหมายเลข 1 ในตลาดหุ้นไทยเวลานี้ ก็ไม่มีใครร่ำรวยเท่าเธอหรอก และยิ่งประหลาดใจว่า ในบรรดาเสี่ย ๆ ทั้งหลาย ไม่มีใครคุ้นหรือรู้จักชื่อเธอสักคนเลย
ความพิสดารต่อมาก็คือ มูลค่าหุ้นมหาศาลที่เธอถือครองอยู่นั้น ไม่ปรากฏชื่อเธอในศูนย์รับฝากหลักทรัพย์หรือ TSD เลย เมื่อเธอไม่มีชื่อใน TSD ก็ไม่สามารถจะคิด “เงินปันผล” ให้เธอได้ แสดงว่า เธอไม่ประสงค์ผลตอบแทนเงินปันผลเลยแม้แต่น้อย
ซึ่งก็ไม่ใช่น้อย ๆ เลยนะ หากยีลด์สัก 5-6% มูลค่าหุ้น 1 แสนล้านที่เธอลงทุน ก็จะได้ปันผลปีละ 5-6 พันล้านบาท ไม่รู้ว่าเธอเป็นนักลงทุนแบบไหน
เมื่อเธอแจ้งแบบ 246-2 ถือครองหุ้น TRUE สองขยัก ทั้งหุ้นสามัญและบุริมสิทธิ์จำนวนรวมกว่า 7.09% ผ่านบริษัทหลักทรัพย์ต่างประเทศคือ UBS Group AG ในราคาหุ้นละ 14.70 บาท
บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่นเขาก็เลย “เอ๊ะ” ว่าไม่ปรากฏรายชื่อ “สุภาพร” ในทะเบียนรายชื่อผู้ถือหุ้นแต่ประการใด และก็มา “เอ๊ะ” อีกครั้งเรื่อง “หุ้นบุริมสิทธิ์” ว่า ทรูฯ ไม่เคยนำหุ้นประเภทนี้ออกจำหน่ายแต่อย่างใด
ทรูฯ จึงยื่นหนังสือให้ก.ล.ต.ตรวจสอบธุรกรรมซื้อหุ้นทรู 3 หมื่นล้านของสุภาพร มีอยู่จริงหรือไม่ หรือเป็นการส่งข้อมูลคลาดเคลื่อน เกรงจะสร้างความสับสน กระทบกับความเชื่อมั่นในตลาดหุ้นไทย
บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป-MAJOR ก็เป็นอีกบริษัทหนึ่งที่ยื่นหนังสือท้วงติงมายังก.ล.ต.ด้วย เพราะตรวจสอบแล้ว ไม่ปรากฏรายชื่อผู้ถือหุ้น “สุภาพร” นี้ อีกทั้งการอ้างได้ซื้อ “หุ้นบุริมสิทธิ์” ของบริษัทก็ไม่เป็นความจริง เพราะบริษัทไม่เคยนำหุ้นบุริมสิทธิ์ออกจำหน่าย
ความลึกลับพิสดารในการรายงานหุ้นของ “สุภาพร” ปรากฏเป็นข่าวแจ้งก.ล.ต.ตั้งแต่คืนวันพฤหัสฯ ที่ 2 ก.ค. และข่าวหุ้นออนไลน์ก็รายงานเกาะติดมาแต่บัดนั้น รายงานไปก็มีแต่คำถาม “ทำไม ทำไม…เพื่ออะไร” เต็มไปหมด
ก.ล.ต.ผู้รับแจ้งแบบรายงาน ก็ไม่มีคำตอบอะไรที่คืบหน้าและชัดแจ้งมากนัก เพราะแบบรายงานเป็น “การสื่อสารทางเดียว” เขาแจ้งอะไร ก.ล.ต.ก็เผยแพร่ไปตามนั้น คล้ายการทำหน้าที่ของ “บุรุษไปรษณีย์”
จนกระทั่งรองนายกฯ และรมว.คลัง ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ สั่งการก.ล.ต.ให้เร่งสร้างความโปร่งใสโดยด่วน เนื่องจากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นของตลาดทุน
ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาก.ล.ต.พร้อมรองเลขาฯ 3 ท่าน ถึงได้ตั้งโต๊ะแถลงว่า จากการตรวจสอบโดยรอบด้านแล้ว ไม่พบว่าหลักทรัพย์ที่ “สุภาพร” อ้างการครอบครอง “ไม่ปรากฏธุรกรรมที่เกิดขึ้นจริง”
เฮ่อ! โล่งอกไปได้เปลาะหนึ่งที่ “ธุรกรรมทิพย์” ดังกล่าว ไม่ส่งผลกะทบต่อความเคลื่อนไหวราคาหุ้นใน
“ตลาด” มากนัก ก็คงจะเป็นเพราะในแบบรายงาน “สุภาพร” แจ้งราคาซื้อหุ้นไว้ในราคาสูงกว่ากระดานที่ 14.70 บาท
ซึ่งหากแจ้งซื้อราคาต่ำกว่า 12-13 บาทที่ซื้อขายกันอยู่ หุ้น TRUE คงถูก “สาด” ยับเยินแน่นอน
หรือในอีกกรณีหนึ่ง หาก “สุภาพร” แจ้งในแบบรายงานทำนองว่า ซื้อหุ้นจากบุคคลเกี่ยวข้องในบริษัท อไรซ์ ดิจิทัล เทคโนโลยี ในราคาต่ำกว่ากระดาน หุ้นทรูคง “ป่นปี้” ดูไม่จืด
ในเมื่อผลรายงานการถือครองหุ้นของ “สุภาพร” ลงเอยด้วยการทำ “ธุรกรรมทิพย์” ก็ต้องสืบค้นกันต่อไปถึงแรงจูงใจ หรืออาจะมีเจตนาซ่อนเร้นอื่น ๆ และการลงโทษฐานรายงานเท็จ
ก.ล.ต.ก็ต้องรับบทหนัก ทำความจริงให้ปรากฏต่อไป รวมทั้งการหาทางปรับปรุงระบบแจ้งรายงาน 246-2 จะทำอย่างไรไม่ให้ก.ล.ต.ทำหน้าที่แค่ “นายไปรษณีย์”