พาราสาวะถี

ปมทุจริตท้องถิ่นไม่จำเป็นต้องรอบทสรุปจากป.ป.ช.กับกองบังคับการปปป. ยังไงเสียก็ไม่มีรายชื่อนักการเมืองระดับชาติเข้ามาเกี่ยวข้องแน่นอน ทุกอย่างจะตัดจบที่ซี 10


ปมทุจริตท้องถิ่นไม่จำเป็นต้องรอบทสรุปจากป.ป.ช.กับกองบังคับการปปป. ยังไงเสียก็ไม่มีรายชื่อนักการเมืองระดับชาติเข้ามาเกี่ยวข้องแน่นอน ทุกอย่างจะตัดจบที่ซี 10 ซึ่งก็หนีไม่พ้น ธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นหรือสถ. กับคนที่อยู่ในขบวนการระดับรองลงไปเท่านั้น อยู่ที่ว่าจะมีจำนวนเท่าไหร่ ส่วนนักการเมืองก็จะเป็นระดับท้องถิ่น หรือหากจะมีระดับชาติเข้ามาพัวพันก็ จะไม่มีสถานะเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองในซีกรัฐบาล

ประเด็นนี้ตอกย้ำได้จากการที่ อนุทิน ชาญวีรกูล ได้โยนคำถามทำนองหยอกเย้าแต่เอาจริงกับ นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดมหาดไทยในฐานะรักษาการแทนอธิบดีสถ. ในวันที่ไปรอต้อนรับจากการเดินทางกลับจากนิวซีแลนด์เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาว่า ไม่มียกเว้นใครเป็นพิเศษ ในกรณีการตรวจสอบเอาผิดทุจริตสอบท้องถิ่น พร้อมยืนยันด้วยว่า ไม่มีชื่อนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเกี่ยวข้อง หลังจากถูกเสี่ยหนูถามว่า “ถึงผมหรือเปล่า”

เช่นเดียวกันกับการใช้กลไกของคณะกรรมาธิการที่มีคนของพรรคภูมิใจไทยเป็นประธานอย่าง กรรมาธิการป.ป.ช.ที่ อาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส.ศรีสะเกษ ที่ได้แสดงบทบาทของประธานกรรมาธิการชุดนี้ แสดงท่าทีขึงขัง เอาจริงเอาจังกับการไล่บี้หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล ก่อนที่จะสื่อสารล่าสุด การเอาผิดตัวการใหญ่ผู้ที่อยู่เบื้องหลังขบวนการโกงสอบท้องถิ่นหนนี้ จบที่ซี 10 เท่านั้น ก่อนที่จะตามมาด้วยการขอโทษ นฤชา โฆษกศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครองที่เคยเป็นอดีตอธิบดีสถ. ซึ่งเจ้าตัวไปพาดพิงว่า มีรายชื่ออยู่ในข่ายถูกตรวจสอบต่อการทุจริตดังกล่าว ด้วย

หากมองไปถึงสายสัมพันธ์ทางด้านการเมืองของข้าราชการที่เป็นตัวละครเกี่ยวข้องต่อเรื่องนี้แล้ว ย่อมจะเห็นได้ว่า คนที่เป็นเด็กในคาถาของกุนซือใหญ่พรรคสีน้ำเงิน ซึ่งอยู่ในข่ายที่จะผลักดันให้ไปมีตำแหน่งใหญ่โตในกระทรวงคลองหลอด ต้องไม่มีเรื่องมัวหมองเข้ามาพัวพัน โดยเมื่อมองไปยังกระบวนการประสานงาน และตรวจทานข้อมูลจากป.ป.ช.แล้ว ทำให้แกนนำภูมิใจไทยโดยเฉพาะเสี่ยหนูมั่นใจได้ว่า บทสรุปที่ออกมายังไงเสียก็ไม่ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของพรรค ดีไม่ดียังจะเป็นการช่วยกอบกู้ความนิยมในฐานะผู้ที่เอาจริงเอาจังกับการจัดการขบวนการโกง ครั้งนี้อีกต่างหาก

อย่างไรก็ตาม ปริศนาที่น่าติดตามที่ต้องรอไขข้อกระจ่างจากทางป.ป.ช. คงเป็นเรื่องตัวเลขของ เม็ดเงินที่ขบวนการนี้ได้รับ ตามข่าวที่ปรากฏมาตั้งแต่ต้นว่า ไม่น้อยกว่า 4,500 ล้านบาท อาจจะมากกว่านั้นถึงเท่าตัว สิ่งสำคัญคือ ตัวกลางที่ประสานกับทางมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒหรือมศว. ต่อการส่งเอกสาร หลักฐานต่าง ๆ ให้กับสถ.นั้น ว่ากันว่า ไม่ใช่ข้าราชการ ไม่ใช่นายหน้าที่อยู่ในลิสต์ที่ตกเป็นผู้ต้องหา แต่เป็น คนเดินงานดูแลผลประโยชน์ให้ผู้ยิ่งใหญ่ของพรรคสีน้ำเงิน

ตัวละครรายนี้ ในเวลาปฏิบัติงานตามคำสั่งนายก็แสดงตัวเปิดเผย เพื่อทำให้เห็นถึงสถานะที่ได้ชื่อว่าเป็นสายตรง และมีอำนาจ บารมี ทั้งจากการติดตามท่านผู้นำในฐานะที่ปรึกษา และเป็นมือขวาของกุนซือผู้ยิ่งใหญ่ ดังนั้น ไม่ว่าข้าราชการระดับไหนจึงต้องมีความเกรงใจ ยิ่งระดับอธิบดีคนๆ นี้สามารถที่จะขอใช้สิทธิในการเป็นตัวแทนประสานเพื่อจัดการผลประโยชน์ให้นายได้อย่างสบายใจ มิเช่นนั้น ระดับผู้บริหารของมศว.ที่ดูแลเรื่องการจัดสอบให้สถ.คงไม่กล้าที่จะให้ความร่วมมือ

ตรงนี้แหละที่น่าสนใจ กระบวนการแสวงหาข้อมูลของป.ป.ช.จะมีรายชื่อของตัวละครรายนี้ปรากฏอยู่ในสำนวนการสอบสวนหรือไม่ ถ้าอ่านเกมตามที่คนของพรรคสีน้ำเงินส่งสัญญาณว่ามีแค่นักการเมืองท้องถิ่นที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ก็สามารถฟันธงได้ว่า นักการเมืองระดับชาติจะถูกตัดพ้นไปจากขบวนการโกงหนนี้ไปโดยปริยาย ขึ้นอยู่กับว่าคนที่ถูกชี้มูลความผิดทั้งหมดจะยอมรับสภาพ หรือ จะมีใครกล้าเปิดโปงอะไรที่มากไปกว่านี้หรือไม่ ซึ่งเชื่อว่าไม่น่าจะมี

เมื่อเรื่องนี้ไม่มีลุ้นที่จะเห็นได้ว่ามีผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล ดังนั้น ประเด็นการฮั้วสว.จึงน่าเป็นสิ่งที่ชวนให้ติดตาม แม้คนส่วนใหญ่จะเชื่อกันว่าแนวโน้มบทสรุปจากที่ประชุมกกต.ภายในสิ้นเดือนนี้คงหนีไม่พ้นอุ้มสมคนจากเครือข่ายพรรคสีน้ำเงิน กรณีที่มีการยกเอามาตรา 226 ของรัฐธรรมนูญมาดักคอกกต.นั้น มันก็ชวนให้คิดได้ แต่ด้วยวิธีการทำงาน การสื่อสารขององค์กรอิสระแห่งนี้ที่เลือกจะใช้การสื่อสารทางเดียว เมื่อมีมติมาแล้วก็จะออกเอกสารชี้แจง หาข้ออ้างมาหักล้างสิ่งที่สังคมสงสัย อย่างแน่นอน

หากยึดตามรัฐธรรมนูญมาตรา 226 ไม่จำเป็นที่กกต.จะต้องลากยาวเรื่องนี้ให้ถูกสังคมตั้งข้อกังขา เพราะตามข้อความที่ระบุไว้ ภายหลังการประกาศผลการเลือกตั้งหรือการเลือกแล้ว กกต.มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครกระทำการทุจริต หรือรู้เห็นกับการกระทำอันไม่สุจริตและเที่ยงธรรม กกต.จะไม่มีอำนาจสั่งเพิกถอนสิทธิด้วยตนเอง แต่มีหน้าที่ต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อให้ศาลเป็นผู้พิจารณาและมีคำพิพากษาสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง

ย้อนกลับไปติดตามการทำงานของกกต.เรื่องนี้ มีการตั้งอนุกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ขึ้นมาพิจารณา ประสานขอเจ้าหน้าที่สนับสนุนมาจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ จนมีมติเอาผิดคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องไปแล้ว แต่ปรากฏว่าเมื่อเวลาผ่านไปมีรัฐบาลชุดใหม่ กกต.กลับตั้งอนุกรรมการชุดที่ 36 ขึ้นมาหักล้างมติของอนุกรรมการชุดที่ 26 เมื่อเป็นแบบนี้จึงแทบไม่ต้องเดากันว่าข้อสรุปของเรื่องนี้จะจบลงแบบใด ในเมื่อเลือกสว.ยังฮั้วกันแล้ว แล้วทำไมกกต.จะฮั้วกันเองไม่ได้ ในเมื่อคนที่ครอบครองอำนาจในทุกองคาพยพเวลานี้ ล้วนมาจากกลไกของเผด็จการสืบทอดอำนาจทั้งสิ้น

อรชุน

Back to top button