
พาราสาวะถี
คดีฮั้วเลือกสว. เห็นท่วงทำนองของ พลตำรวจโทรุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ต่อกรณีสำนวนการสอบสวนของดีเอสไอหลุดออกมาสู่สายตาสาธารณะ
คดีฮั้วเลือกสว. เห็นท่วงทำนองของ พลตำรวจโทรุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ต่อกรณีสำนวนการสอบสวนของดีเอสไอหลุดออกมาสู่สายตาสาธารณะ โดยการเปิดเผยของไอลอว์ ตามมาด้วยดีเอสไอไปแจ้งความกองปราบปรามเพื่อให้เอาผิดกับคนที่นำสำนวนดังกล่าวมาเผยแพร่ อ้างจะกระทบต่อคดีที่อยู่ระหว่างการสอบสวน ไม่ได้เป็นการฟ้องปิดปาก มันก็ชวนให้คิดต่อไปว่า แล้วการพิจารณาของกกต. ที่บอกจะเคาะเรื่องนี้ภายในสิ้นเดือนนี้มันจะออกมาอย่างไร
คงไม่ได้เหนือความคาดหมายที่คนส่วนใหญ่เชื่อว่า ผู้ถูกกล่าวหาจำนวนมากจะรอดมากกว่าร่วง ถ้าจะมีการดำเนินคดีคงหนีไม่พ้นพวกปลาซิวปลาสร้อย เพียงแต่ว่าสิ่งที่กกต. ชี้แจงมาแล้ว ต้องยอมรับให้ได้ต่อเสียงวิจารณ์ที่จะตามมา หรือจะมีใครไปดำเนินคดีเอาผิดด้วยข้อหาต่าง ๆ เป็นที่รับรู้กันอยู่แล้วว่าองค์กรอิสระที่บริหารจัดการเลือกตั้งนั้น แทบจะไม่เหลือความเชื่อถือ ศรัทธาจากประชาชนแล้ว ถ้าจะอุ้มสมคนที่มีพระคุณ หรือพวกที่คลอดมาจากปลายกระบอกปืนเหมือนกัน ไม่จำเป็นที่จะต้องแยแสต่อข้อครหาใด ๆ
สถานการณ์ 3 จังหวัดชายแดนใต้ หลังเกิดเหตุรุนแรงพร้อมกัน 4 จังหวัดเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา อนุทิน ชาญวีรกูล ได้เรียกทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องหารือ เพื่อสรุปสถานการณ์ และปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงาน ถ้าเงี่ยหูฟังจากบทสัมภาษณ์ของ วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกฯ ซึ่งเข้ามารับบทบาทให้คำชี้แนะในเรื่องนี้ ความตั้งใจในการทำงานของทุกฝ่ายไม่ว่าจะตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครองถือว่ามีเต็มร้อย แต่ ยังขาดความไว้วางใจซึ่งกันและกัน
ตรงนี้แหละที่ต้องขีดเส้นใต้ มันเป็นการส่งสัญญาณไปถึง ฝ่ายทหารที่ยึดมั่นในแนวทางที่เชื่อว่าถูกต้อง แต่ไม่ได้ฟังเสียงเรียกร้อง ข้อเสนอแนะ หรือแม้แต่เรื่องข่าวสารในพื้นที่จากตัวแทนของส่วนราชการอื่น โดยเฉพาะพวกผู้ใหญ่บ้าน กำนัน เนื่องจากเกรงว่าจะถูกหลอก บนความเชื่อที่ว่าอาจจะมีผลประโยชน์อื่นแอบแฝง นั่นก็แสดงให้เห็นว่า กระบวนการแก้ปัญหายังไม่ได้เดินตามแนวทางเข้าใจ เข้าถึง จนนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนได้
เช่นเดียวกับประเด็นความเชื่อที่ว่ามีการเมืองอยู่เบื้องหลังกลุ่มก่อเหตุในบางพื้นที่ ตามบทสัมภาษณ์ของ พลโทนรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ที่ชี้ว่า เหตุโจมตีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหลายแห่งเมื่อคืนวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา ทั้งวางเพลิงเผา และวางระเบิด มีประเด็นการเมืองแอบแฝง พร้อมบอกด้วยว่า ให้สื่อไปดูว่านายกอปท. ที่ถูกเผา ถูกโจมตี เป็นคนของพรรคการเมืองใด ร้อนถึงทางกองทัพบก และกองอำนายการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรหรือ กอ.รมน. ต้องออกมาแก้ต่างว่า เป็นแค่การตั้งข้อสังเกต ไม่ใช่ข้อมูลยืนยันที่เป็นข้อเท็จจริง
เห็นได้ชัดว่า เมื่อความไม่ไว้วางใจเกิดขึ้นการทำงานย่อมยากตามไปด้วย ประเด็นเรื่องการเมืองเกี่ยวข้องนั้น วันนอร์เองก็ไม่ได้ปฏิเสธเสียทั้งหมด เพียงแต่ให้ข้อคิดว่า การที่จะสื่อสารไปยังสาธารณะเมื่อยังไม่สามารถพิสูจน์ทราบได้ว่าเป็นไปตามที่มีการตั้งข้อสังเกตหรือไม่ ก็ไม่ควรจะพูด มิเช่นนั้น มันทำให้เกิดความกินแหนงแคลงใจระหว่างกัน น่าสนใจหลังเสี่ยหนูเรียกมาขันน็อตกันแล้ว การทำงานหลังจากนี้จะดีขึ้นหรือยังวนในอ่างกันเหมือนเดิม
การให้ความสำคัญกับกองทัพเพื่อดูแลงานด้านความมั่นคงของเสี่ยหนูนั้น ต้องยอมรับว่ามีเต็มร้อย ล่าสุด กับมติครม. เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โยก ฉัตรชัย บางชวด ที่เหลืออายุราชการอีก 1 ปีจากเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติหรือ สมช. ไปเป็นปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อหลีกทางให้ “เสธ.ปูด้วง” พลเอกชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบกมาทำหน้าที่แทน งานนี้ ว่ากันว่านายกฯ ลงทุนขอตัวจาก พลเอกพนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ.ด้วยตนเอง ไว้ใจกันขนาดนี้ถือว่าเป็นรัฐบาลที่เหล่าคนมีสีทั้งหลายให้การยอมรับเป็นอย่างยิ่ง
ส่วนการโยกย้ายอีกล็อตใหญ่ 20 เก้าอี้ในกระทรวงมหาดไทย ไม่ได้มีอะไรเหนือความคาดหมาย เป็นการขยับสับเอาคนที่ไว้วางใจของพรรคสีน้ำเงินไปทำงานในพื้นที่เป้าหมาย ส่วนในระดับอธิบดีมีเลื่อนชั้นจากผู้ว่าราชการจังหวัดมา 1 รายคือ ปิยะ ปิจนำ จากบุรีรัมย์มาเป็นอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น มาแบบนี้คงไม่ต้องบอกว่าตีตั๋วจากไหน แล้ว มานั่งในกรมที่กำลังมีปัญหาเรื่องทุจริตสอบท้องถิ่นพอดี ต้องยอมรับว่า เสี่ยหนูและกุนซือใหญ่ไม่หวั่นไหวต่อการที่จะตกเป็นขี้ปากแต่อย่างใด
ขณะที่เรื่องคดีทุจริตสอบท้องถิ่นนั้น พรรคประชาธิปัตย์โดดเข้ามาร่วมวงเพื่อหวังให้มีการเปิดโปงสาวไปถึงตัวการใหญ่ ที่มีความเชื่อว่าน่าจะต้องมีนักการเมืองระดับชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง ด้วยการส่ง พงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรค พร้อมมือกฎหมายพรรค ไปยื่นหนังสือต่อ ป.ป.ช. เพื่อ ขอให้พิจารณาออกมาตรการคุ้มครองและกันบุคคลที่ถูกหลอกลวงหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการทุจริตสอบท้องถิ่นไว้เป็นพยาน โดยใช้มาตรา 131 และ 135 ของกฎหมายว่าด้วย ป.ป.ช.
สิ่งที่พรรคเก่าแก่ขยับตามช่องทางนี้เพราะเชื่อว่า ถ้า ป.ป.ช. กฎหมายตามมาตราดังว่า กันบุคคลที่ถูกหลอกลวงหรือมีส่วนเกี่ยวข้องไว้เป็นพยาน คนเหล่านั้นจะพูดความจริงทั้งหมด ถ้าหากพูดหมดย่อมมีโอกาสที่จะสาวไปถึงว่าใครบงการ ใครสั่ง ใครรับเงิน จะทำให้เห็นเส้นเงินทั้งหมด แต่วันนี้คนพวกนี้ไม่กล้าพูดเพราะกลัวถูกดำเนินคดี หากเป็นเมื่อก่อนคนส่วนใหญ่อาจเชื่อได้ว่าถ้าคนพรรคนี้ขยับมีความเป็นไปได้ที่คดีจะพลิกในฐานะที่อิงแอบกับอำนาจนอกระบบ แต่ยุคนี้เห็นกันทนโท่ใครคือสายตรงอนุรักษ์นิยม บทสรุปของเรื่องนี้ จะมีแค่ตัวละครที่ปรากฏตามข่าวเท่านั้นที่ถูกดำเนินคดี
อรชุน