
พาราสาวะถี
ยืนยันจากปากของ นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทยในฐานะรักษาการราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นหรือสถ.ว่า “ปิดจ๊อบ” เป็นที่เรียบร้อยแล้วกับการ เพิกถอนข้าราชการทุจริตสอบท้องถิ่นทั่วประเทศ
ยืนยันจากปากของ นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทยในฐานะรักษาการราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นหรือสถ.ว่า “ปิดจ๊อบ” เป็นที่เรียบร้อยแล้วกับการ เพิกถอนข้าราชการทุจริตสอบท้องถิ่นทั่วประเทศ จำนวน 5,925 ราย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรืออปท.เคาะเพิกถอนจบหมดแล้วจำนวน 3,868 ราย และได้ลงนามพร้อมกันในวันที่ 31 สิงหาคมที่ผ่านมา อันเป็นเดดไลน์ที่ทาง อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้ขีดเส้นไว้
อาจมีข้อสงสัยว่าทำไมตัวเลขเพิกถอนถึงไม่เป็นไปตามที่มีการส่งให้อปท.ดำเนินการคือ 5,925 ราย นั่นเป็นเพราะ จำนวนที่เหลือนั้นคือผู้ที่สอบได้แต่ยังไม่ได้เรียกบรรจุ อยู่ระหว่างการรอ หมายความว่าคนเหล่านั้นก็จะไม่ได้รับการบรรจุ ส่วนคนที่ถูกเพิกถอนไปรวมทั้งพวกรอบรรจุที่ถูกตีตก ก็จะมีการเรียกรายชื่อตามลำดับคะแนนที่มีการจัดเรียงบัญชีใหม่ให้มาบรรจุรับราชการภายในเดือนตุลาคมนี้ ระหว่างที่อปท.ดำเนินการพิจารณาเพิกถอนนั้น ได้มีข้าราชการท้องถิ่นที่อยู่ในข่าย ชิงลาออกไปก่อนจำนวน 146 คน
อย่างไรก็ตาม รักษาการอธิบดีสถ.บอกว่า คนกลุ่มนี้ก็อยู่ในลิสต์รายชื่อที่ถูกเพิกถอนเช่นกัน ดังนั้น หากจะมีการดำเนินการเอาผิดทางกฎหมาย การลาออกไปก็คงไม่มีผล ขณะเดียวกัน น่าสนใจที่ว่า หลังจากการเพิกถอนรายชื่อดังกล่าวไปแล้ว จนถึงเวลานี้ยังไม่มีใครไปฟ้องร้อง พอจะเข้าใจได้ถ้าไม่ใช่พวกที่สอบเข้าไปด้วยความสามารถที่แท้จริง ยิ่งไปทำให้เป็นคดีความยิ่งจะเป็นการไปเพิ่มความผิดให้ตัวเองโดยใช่เหตุ สิ่งหนึ่งที่ทำให้อปท.ทั้งหลายกล้าจะจัดการ คงเป็นเพราะหลักฐานและผลคะแนนที่ทางสถ.ส่งไปให้ทั้งคะแนนจริงและไม่จริง ทำให้สามารถพิจารณาได้อย่างรวดเร็วและชัดเจน
คำถามตามมาที่ทำเอาเสี่ยหนูรู้สึกหัวเสียไม่น้อย คงเป็นประเด็นที่ว่าบรรดาผู้ร่วมขบวนการจะตัดจบกันที่ระดับอธิบดีสถ.เท่านั้นใช่หรือไม่ เพราะคำตอบที่ได้คือ จะถามกี่ครั้งทุกอย่างก็เป็นไปตามกฎหมาย จะเอาถูกใจไม่ได้ ต้องเอาถูกหลัก ถูกเกณฑ์ ถูกกฎหมาย ถูกใจอย่างเดียวมันทำงานไม่ได้ แต่ก็ยังย้ำว่า คนที่เกี่ยวข้อง คนที่ถูกพาดพิง รวมไปถึงคนที่มีส่วนร่วมกระทำความผิด ต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเต็มที่ ไม่มีข้อยกเว้น ไม่มีอิทธิพลใด ๆ ที่จะมาทำให้การดำเนินคดีนี้เบี่ยงเบนไปได้
ปัญหาทุจริตสอบท้องถิ่นที่ถูกมองว่าจะสร้างปัญหาต่อความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล และกระทบโดยตรงต่อพรรคภูมิใจไทย เมื่อจัดการกันได้แบบนี้จึงไม่ใช่เรื่องที่เสี่ยหนูจะต้องหนักใจอีกต่อไป เช่นเดียวกับการโยกย้ายภายในกระทรวงมหาดไทย หลังจากที่มีการดัน ปิยะ ปิจนำ จากผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ขึ้นเป็นอธิบดีสถ.เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ว่ากันว่า เป็นสิ่งที่ทำให้ผู้นำรัฐบาลที่ควบเก้าอี้มท.1 รู้สึกโล่งอกเป็นที่สุด เพราะถือว่าได้ทำตามที่พี่ใหญ่กุนซือคนสำคัญของพรรคต้องการแล้ว
ความพยายามที่จะผลักดันคนของตัวเองให้ขึ้นชั้นเป็นปลัดกระทรวงมหาดไทยก็มีอันหมดไป นั่นจึงทำให้เกิดภาพ อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ได้ย่อตัวก้มลงไหว้เสี่ยหนูที่เดินออกมาจากตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เพราะตัวเองสามารถรักษาเก้าอี้ปลัดคลองหลอดไว้ได้ หลังจากที่ก่อนหน้าปรากฏข่าวเรื่องผู้นำจิตวิญญาณของพรรคสีน้ำเงิน ต้องการให้เด็กในคาถาขึ้นชั้นมานั่งตำแหน่งนี้ นี่แสดงให้เห็นว่า อนุทินไม่ใช่หุ่นเชิดให้ชักใย หรือน้องรักที่พี่ขออะไรก็ให้ได้เหมือนที่ผ่านมาอีกต่อไป
ต้องเข้าใจว่าการทะยานขึ้นมาเป็นพรรคอันดับ 1 และตั้งรัฐบาลได้นั้นเป็นเพราะ บารมีของใคร จริงอยู่ที่กลไกในการวางแผนเพื่อเคลื่อนหมากทางการเมืองว่าด้วยการเลือกตั้งกุนซือคนสำคัญอาจมีบทบาทนำ แต่การจะประสบความสำเร็จได้ จำเป็นต้องอาศัยแรงหนุนที่ไม่ธรรมดา ซึ่งลำพังคนที่ภาพลักษณ์การเมืองเสียหายจากยี่ห้อยี้ห้อยร้อยยี่สิบไม่สามารถที่จะพาพรรคเดินไปถึงจุดนั้นได้ ต้องอาศัยคอนเนกชันส่วนตัวของเสี่ยหนูล้วน ๆ
การจะได้มาซึ่งความไว้วางใจ รวมทั้งแรงสนับสนุนจนได้ชื่อว่าเป็นสายตรงอนุรักษ์นิยมนั้น มันต้องแลกมาด้วยต้นทุนมหาศาล สไตล์การเมืองกราบได้ไหว้เป็นของอนุทิน เป็นสิ่งที่ไม่ใช่ว่านักการเมืองหน้าไหนก็ทำได้ มิเช่นนั้น พรรคประชาชนคงไม่หลงผิดไปยกมือหนุนจนตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยได้ แม้จะบอกว่านั่นเป็นเพราะมีปัจจัยอื่นมาบีบให้พรรคส้มต้องทำเช่นนั้น ทว่าทั้งหมดมันก็มาจากผลของความเป็นสายตรงที่เสี่ยหนูมีนั่นเอง
จะเห็นได้ว่าการกลับมาร่วมรัฐบาลหนนี้ของพรรคเพื่อไทย ไม่ใช่แค่รัฐมนตรีแต่สส.และสมาชิกพรรคต่างทำตัวเป็นเด็กดี มุ่งมั่นตั้งใจทำงานทั้งในฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ ไม่ใช่เพราะเสียงสส.ที่ต่างกันลิบกับพรรคสีน้ำเงิน แต่มองเห็นแล้วว่าการเมืองหลังจากนี้ประชาชนจะจับตาดูที่ผลงาน ความน่าไว้วางใจของคนที่ได้รับมอบหมายให้เข้าไปแก้ปัญหาความเดือดร้อนต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งผลจากสถานการณ์น้ำท่วมจังหวัดน่านที่ผ่านมา ยศชนัน วงศ์สวัสด์ ได้ทำให้เห็นแล้วว่า ยึดเรื่องบ้านเมืองมากกว่าจะทำให้เป็นการเมือง
ตอกย้ำจากผลสำรวจของสวนดุสิตโพลล่าสุด กับหัวข้อนักการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่มีบทบาทโดดเด่น พบว่ายศชนันไต่ระดับขึ้นมาเป็นรองแค่เสี่ยหนูเพียงเล็กน้อย ถือเป็นบทพิสูจน์ว่าที่ทำกันมาสำหรับพรรคนายใหญ่นั้นถูกทางแล้ว เพียงแต่มีข้อกังวลจากเหล่ากองเชียร์พรรคสีแดงว่า พรรคจะต้องไม่นำเอาความนิยมที่มีต่อตัวอาจารย์เชนนั้นไปนำเสนอในบริบทที่เป็นเรื่องกระพี้มากกว่าแก่น จุดขายคือความเป็นนักวิชาการ นักวิจัยที่มีความรู้ความสามารถนำสิ่งที่ศึกษาไปใช้ได้จริง ส่วนความสามารถพิเศษอื่น ๆ เช่น เล่นดนตรีเก่ง ร้องเพลงเพราะขอให้เป็นแค่สีสัน การเมืองหลังเลือกตั้งครั้งหน้าคนไทยคงต้องการคนที่จะฝากความหวังได้ไม่ใช่นักเลือกตั้งที่มาพ่นลมปาก พลิกลิ้นเอาตัวรอดกันไปวัน ๆ
อรชุน