พาราสาวะถี

ภาพการผลัก สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกกต.ล้มพร้อมจักรยานคู่ใจที่หน้าสน.ทองหล่อ จากฝีมือของ ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม เมื่อวันศุกร์ที่ 4 กันยายนที่ผ่านมา


ภาพการผลัก สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกกต.ล้มพร้อมจักรยานคู่ใจที่หน้าสน.ทองหล่อ จากฝีมือของ ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม เมื่อวันศุกร์ที่ 4 กันยายนที่ผ่านมา มองผิวเผินอาจเป็นเรื่องของความไม่ลงรอยระหว่างคนสองคน อันเป็นปมมาจากการตรวจสอบเรื่องฮั้วเลือกสว.ของอดีตกกต.รายนี้ กับอีกคนที่ได้ชื่อว่ามีความใกล้ชิดกับนักการเมืองซีกรัฐบาล ยิ่งพอเห็นพฤติกรรม “กร่าง” ที่กระทำต่อหน้ากล้องของสื่อหลายสำนัก มันยิ่งสะท้อนให้เห็นว่า คน ๆ นี้ไม่ธรรมดากล้าแสดงอำนาจบาตรใหญ่ถึงขนาดนี้

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ในอดีตจะ ถูกลงโทษทางวินัย ถึงขั้นไล่ออกจากราชการ ตามคำสั่งคณะกรรมการอัยการที่ 17/2561 ในฐานะที่เคยเป็นข้าราชการอัยการ ประเด็นที่ถูกไล่ออกมาจากปมการวางตัวเป็นกลาง เรียกรับผลประโยชน์ช่วยวิ่งเต้นคดีเลือกตั้ง รวมไปถึงกรณีปลอมแปลงเอกสารคดียาเสพติด ไม่เพียงเท่านั้น การอ้างหัวโขนทนายความ เมื่อไปตรวจสอบก็พบว่าทาง สภาทนายความบอกเลิกการเป็นทนายไปเมื่อปี 2555 ก่อนจะมาขอจดทะเบียนใหม่ และได้รับใบอนุญาตตลอดชีพเมื่อเดือนธันวาคม 2568

อย่างไรก็ตาม ทางสภาทนายความได้มีการพิจารณาให้จำหน่ายชื่อออกจากทะเบียนทนายความ หลังจากนั้นไม่นาน เมื่อทางสำนักงานทะเบียนทนายความ ตรวจพบข้อมูลประวัติการรับราชการ และการถูกไล่ออกจากสำนักงานอัยการสูงสุด แต่เส้นทางอันโลดโผนของคนที่โชว์โปรไฟล์เริดหรูนั้นไม่ได้จบลงแค่นั้น เจ้าตัวได้เข้าไปสู่เส้นทางการเมือง ทั้งการได้รับการส่งชื่อลงสมัครสส.ปาร์ตี้ลิสต์ในนามพรรคไทยสร้างไทยของ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด

แต่บทบาทที่โดดเด่นและน่าจะเป็นเหตุผลที่ทำให้กล้ากร่างถึงขนาดลงมือใช้ความรุนแรงกระทำกับคู่กรณีต่อหน้าสื่อ คงจะเป็นผลจากความเป็นคณะทำงานด้านกฎหมายให้กับ สุชาติ ชมกลิ่ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ใกล้ชิดถึงขนาดที่ไว้วางใจให้เป็นผู้รับมอบหมายให้ดำเนินการทางกฎหมายแทน ในคดีที่สุชาติฟ้อง รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนกันเลยทีเดียว

แม้ล่าสุด สุชาติจะบอกปัดว่าณัฐวุฒิ ไม่ใช่ที่ปรึกษา ไม่ใช่คณะทำงานส่วนตัว ไม่ใช่ลูกน้อง อ้างว่าเป็นแค่ว่าจ้างสำนักกฎหมายให้ทำคดี เมื่อภารกิจที่ได้รับมอบหมายจบแล้วก็จบกัน แต่ว่ามีประเด็นที่ชวนให้คงกังขาก็คือ ในงานเปิดตัว AURELIAN GROUP ซึ่งมีบริษัทในเครือ 27 บริษัท ครอบคลุมธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน อสังหาริมทรัพย์ การค้า โลจิสติกส์ เทคโนโลยี ไปจนถึงสุขภาพ โดยณัฐวุฒิชื่อเป็นกรรมการบริษัทอย่างน้อย 19 บริษัท มีทุนจดทะเบียนบริษัทละ 5 ล้านบาท รวม 95 ล้านบาท เมื่อวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา

ปรากฏว่าคนที่ไปเป็นประธานในงานวันนั้นก็คือ พลตำรวจตรีนันทชาติ ศุภมงคล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่เดินทางไปในนามตัวแทนของสุชาตินั่นเอง เช่นนี้จะบอกว่าไม่มีความสัมพันธ์ต่อกัน ภารกิจจบแล้วก็จบกันอย่างนั้นหรือ และยิ่งมองไปยังปมแห่งความขัดแย้งจนนำไปสู่การฟ้องร้องเป็นคดีความกับสมชัย เห็นว่ามาจากเรื่องฮั้วเลือกสว. อธิบายอย่างไรคงจะตัดภาพแรงหนุนที่ทำให้คน ๆ หนึ่งถึงกับกล้ากร่างต่อสาธารณชน ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมขนาดนั้นไม่ได้

ในเมื่อรู้กันอยู่ว่าคดีฮั้วเลือกสว.ผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือ แกนนำสำคัญระดับรัฐมนตรีของพรรคสีน้ำเงิน คนในเครือข่ายของพรรค และสว.สายสีน้ำเงิน เมื่อเชื่อมโยงตัวละครที่ปรากฏ มันจึงทำให้เห็นภาพของพยายามที่จะทำให้สังคมเชื่อว่า คดีที่กกต.จะตัดสินใจวันที่ 14 กันยายนนี้ไม่ได้มีอะไรเชื่อมโยงกับรัฐบาล หรือจะเป็นไปอย่างที่บอกไว้ก่อนหน้า มีการทำทุกทางเพื่อสร้างประเด็นให้เป็นข่าวใหญ่เบี่ยงเบนกระแสที่จะเป็นแรงกดดันไปยังกระบวนการพิจารณาของกกต.

ทั้งที่จะว่าไปแล้วด้วยกลไกของเผด็จการสืบทอดอำนาจ การไม่แยแสต่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์ใด ๆ ขององคาพยพที่กำเนิดมาจากปลายกระบอกปืน ไม่จำเป็นที่จะต้องทำกันถึงขนาดนั้น เว้นเสียแต่ว่าเริ่มจะมีความ ไม่มั่นใจมือที่อุ้มสมมาโดยตลอดจะยังคงประคับประคองให้รัฐบาลหนู 2 ได้อยู่กันแบบยาว ๆ ตามที่ตั้งใจไว้ก่อนหน้าหรือไม่ ความจริงแทบไม่ต้องลงมือทำอะไรเหล่านั้น เพราะเป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่า ธงที่ 7 เสือ กกต.ตั้งไว้ใจจะออกมาแบบไหน ไม่มีอะไรเหนือความคาดหมาย อยู่ที่ว่าจะอธิบายให้สังคมยอมรับอย่างไรเท่านั้นเอง

ส่วนเรื่องนัดกินข้าวรัฐมนตรีร่วมรัฐบาลที่บ้านพักย่านบางพลีของ อนุทิน ชาญวีรกูล ที่ถูกเลื่อนออกไปจากวันอาทิตย์ที่ 6 กันยายนที่ผ่านมา ยืนยันจากเสี่ยหนูแล้วว่า ไม่มีนัยอะไรทั้งสิ้น เหตุผลมาจากตนต้องเดินทางไปร่วมถวายความเคารพพระบรมศพสมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 แห่งนอร์เวย์ ในนามรัฐบาลไทยในวันที่ 7 กันยายนก็เท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวกับการรอประเมินท่าทีของพรรคฝ่ายค้านกรณีที่จะยื่นซักฟอกหรือเกี่ยงข้องกับเรื่องที่ฝ่ายค้านอภิปรายติดดาบรัฐมนตรีในการพิจารณาร่างฯ งบประมาณปี 2570 วาระ 2 และ 3 ในสัปดาห์นี้ด้วย

เป็นธรรมดาในจังหวะที่รัฐบาลถูกมองว่ากระแสนิยมเริ่มตก ทุกจังหวะก้าวจะต้องเป็นประเด็นให้ถูกตั้งคำถามได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงกระบวนการทำงานด้วยความที่มีรัฐมนตรีแค่สองพรรคคือภูมิใจไทยกับเพื่อไทย การเก็งข้อสอบของฝ่ายค้านจึงไม่ใช่เรื่องยาก และยิ่งแต่ละกระทรวงเป็นรัฐมนตรีที่แยกพรรคกันชัดเจน จึงไม่น่าห่วงเรื่องข้อมูลรั่ว หรือถูกล้วงความลับเหมือนในอดีต มิหนำซ้ำ ว่ากันว่า น่าเป็นห่วงซีกฝ่ายค้านมากกว่าที่จะมีการบ้านหลุดถึงมือฝ่ายกุมอำนาจ เพราะบรรดาเสือหิวมีเยอะ ขณะที่อีกฝ่ายก็พร้อมทุ่มจ่ายแลกกับข้อมูลเชิงลึกแบบไม่อั้น ขึ้นอยู่กับความน่าเชื่อถือของสิ่งที่นำมาเสนอ

อรชุน

Back to top button