
พาราสาวะถี
คดีฮั้วเลือก สว.จากที่ ณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต.ได้ตั้งโต๊ะแถลงผลการลงมติไปเมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา
คดีฮั้วเลือก สว.จากที่ ณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต.ได้ตั้งโต๊ะแถลงผลการลงมติไปเมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา ด้วยท่วงทำนองหลังจากฟังการออกมาให้ความเห็นของ กกต.เสียงข้างน้อย คือ สิทธิโชติ อินทรวิเศษ มันชี้ชวนให้เห็นว่า กำลังหาเหตุให้คดีจบไปในทางที่ต้องการ เพราะการยกเอาพยานที่ 16/26 เอกราช ช่างเหลา เป็นประเด็นหลักเพื่อหักล้างพยาน หลักฐานอื่นนั้น ย่อมสะท้อนภาพข้อสงสัยว่า ที่ทำกันอยู่ไม่ใช่ความพยายามในการค้นหาความจริง แต่อยากจะให้จบเรื่องโดยเร็ว
ขณะเดียวกัน คำถามจาก กกต.เสียงข้างน้อยรายนี้ที่ถือเป็นจุดให้คนเอ๊ะ! อยู่ไม่น้อย คงเป็นเรื่องการแถลงข่าวที่ไม่ได้ทำตามความเห็นจากที่ประชุมนั่นก็คือ ให้ประธาน กกต.ชี้แจงต่อสาธารณชนว่าข้อกล่าวหาทั้ง 7 ประเด็นนั้น มติ กกต.ที่วินิจฉัยออกมาเป็นอย่างไร เมื่อเป็นเช่นนี้ยิ่งทำให้เกิดความกังขา การไม่บอกตัวเลขของการลงมติ หรือเกรงว่าจะถูกวิจารณ์หนักเพราะมติ 5 ต่อ 2 ดังว่านั้น มันสอดคล้องกับข่าวที่ออกมาก่อนหน้าว่าเป็นหวยล็อกเพื่อให้ฝ่ายการเมืองรอดพ้นบ่วงฮั้ว สว.
การที่ณรงค์อ้างความเป็นอดีตผู้พิพากษา เพื่อใช้สถานะในอดีตเป็นเครื่องการันตีความน่าเชื่อถือต่อการลงมตินั้น พอฟังสิทธิโชติชี้แจงในมุมของเสียงข้างน้อย เมื่อย้อนไปดูประวัติก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน เนื่องจากเคยเป็นอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา มากไปกว่านั้นคือ เคยเป็นประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา เมื่อมีความเห็นในคดีนี้สังคมย่อมคิดตาม พยาน หลักฐานที่อยู่ในสำนวนมีน้ำหนักเพียงพอที่จะดำเนินคดีต่อกับนักการเมืองที่สั่งไม่ฟ้องใช่หรือไม่
ความจริงจะเป็นเรื่องที่สง่างาม รักษาศักดิ์ศรีของ กกต.ถ้าจะส่งเรื่องดังกล่าวไปให้ศาลพิจารณา ไม่ใช่เรื่องของการเป็นบุรุษไปรษณีย์เหมือนที่ประธาน กกต.กล่าวอ้าง เรื่องพยานกลับคำให้การหนึ่งคน ต้องไปตรวจสอบให้ละเอียดเปลี่ยนเพราะอะไร และคำพูดครั้งไหนตรงกับหลักฐานอื่น ไม่ใช่ใช้เหตุของพยานหนึ่งปากมาตัดสินคดีทั้งหมด ในฐานะที่เคยเป็นอดีตผู้พิพากษาย่อมเข้าใจดีว่าพยานคนหนึ่งกลับคำให้การ แล้วสามารถทำลายความน่าเชื่อถือของหลักฐานอื่นไปทั้งหมดได้หรือไม่
บทสรุปมันจะสวยงามกว่านี้ ถ้ามติที่ออกมาอธิบายให้สังคมสิ้นข้อสงสัยว่า กกต.มีการรวบรวมหลักฐานได้ครบถ้วน และใช้อำนาจตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา แต่ด้วยข้อจำกัดในกระบวนการตรวจสอบจึงเห็นควรส่งเรื่องให้ศาลพิจารณา ท้ายที่สุดศาลก็จะเป็นผู้ตัดสินว่าใครผิด ใครไม่ผิด ซึ่งจุดนั้นย่อมทำให้สังคมเกิดความเชื่อถือ ไม่มีแรงกระเพื่อมใด ๆตามมา แต่พอเลือกวิธีการเช่นนี้ มันจึงกลายเป็นเรื่องที่ถูกขยายผลต่อไปไม่รู้จบ
ส่วนของฝ่ายการเมืองที่ได้รับการปลดบ่วงรัดคอโดย กกต. ก็อาศัยข้อกฎหมายไปดำเนินการกับบุคคล หรือกลุ่มคนที่ออกมาเคลื่อนไหวก่อนหน้านี้ ซึ่งนั่นก็ว่ากันไปตามครรลอง สำหรับเรื่องที่ กกต.สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหา 77 คนต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งนั้น จุดนี้ก็ต้องติดตามกระบวนการพิจารณาของศาลว่าจะเป็นไปในลักษณะใด เบื้องต้นถ้ามองในแง่ของสรุปสำนวนการสอบสวนที่ประธาน กกต.บอกว่าหนาถึง 75,722 หน้านั้น มันยิ่งทำให้น่าสืบค้นเป็นอย่างยิ่ง
ถ้าคิดตามวิธีการของพนักงานสอบสวนที่ทำคดีเพื่อส่งศาล หลักฐานชิ้นหนึ่งอาจบอกเรื่องได้เพียงบางส่วน แต่ถ้านำพยาน หลักฐานทั้งหมดมารวมกัน อาจทำให้เห็นภาพต่อเรื่องที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้องกันยังไง หากมีความเชื่อมโยงตามหลักฐานที่เชื่อว่าน่าจะมีการทำผิดกันเป็นกลุ่ม ก็ต้องดำเนินคดีกับทุกคนที่มีหลักฐานเกี่ยวข้อง ไม่ใช่เลือกแค่ทำแค่บางคน ซึ่งพฤติกรรมลักษณะนี้อาจเรียกว่าเป็นเครือข่ายหรือขบวนการนั่นเอง
ไม่ได้เป็นการก้าวล่วงหรือชี้นำการพิจารณาของศาลที่จะเกิดขึ้น แต่กรณีนี้หากสำนวนส่งฟ้องที่ กกต.ส่งไป แล้วศาลเห็นว่าควรไต่สวนพยานหลักฐานเพิ่มเติม ศาลก็อาจจะส่งให้ กกต.ไต่สวนเพิ่มเติม ซึ่งตรงนี้ต้องย้ำว่า ไม่ใช่การสั่งให้สอบใหม่ทั้งหมด แต่เป็นการสั่งให้ไปตรวจสอบให้ชัดเจน เช่น รายชื่อผู้จัดการลงคะแนน การติดต่อกันทางโทรศัพท์ เอกสารการแบ่งกลุ่ม คำให้การของพยานที่ขัดกัน รวมทั้งเส้นทางการเงิน
ต้องไม่ลืมว่า คดีนี้ไม่ใช่แค่กระทบต่อความเชื่อถือ ศรัทธาต่อ กกต. แต่ยังมีผลต่อการทำงานของวุฒิสภา และความเชื่อมั่นของประชาชนด้วย แน่นอนว่า เมื่อเป็นประเด็นทางข้อกฎหมายฝ่ายเห็นต่างอาจตั้งคำถามว่า ถ้าจะทำเช่นนั้น ศาลฎีกามีอำนาจหรือไม่ ถ้าไปดูมาตรา 226 วรรคสองของรัฐธรรมนูญปี 2560 ได้กำหนดไว้ว่า ศาลฎีกาให้นำสำนวนการสืบสวนหรือไต่สวนของ กกต.มาเป็นหลัก และเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลมีอำนาจสั่งไต่สวนข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้
นอกจากนี้ ในมาตราเดียวกัน วรรคท้าย กำหนดให้ศาลใช้ระบบไต่สวน ซึ่งหมายความว่า ศาลไม่จำเป็นต้องนั่งฟังเฉพาะหลักฐานที่คู่ความนำมาให้เท่านั้น แต่สามารถเรียกบุคคล เอกสาร หรือหลักฐานที่จำเป็นมาไต่สวนเพิ่มเติมได้ตามระเบียบของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา เช่น เรียกข้อมูลเส้นทางการเงิน โทรศัพท์ หรือข้อความติดต่อ เรียกเอกสารจาก กกต. หน่วยงานของรัฐ ธนาคาร หรือผู้เกี่ยวข้อง ไต่สวนพยานที่กลับคำให้การ โดยให้ศาลชั้นต้นช่วยไต่สวนพยานในพื้นที่แทนได้ตามระเบียบวิธีพิจารณาคดีเลือกตั้ง
อย่างไรก็ตาม การคาดการณ์นี้ไม่ได้หมายว่าจะต้องเอาผิดฝ่ายการเมืองให้ได้ เพราะขณะนี้ กกต.มีมติให้ยื่นศาลฎีกา 77 คน จากผู้ถูกร้องทั้งหมด 427 คน ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจไต่สวนเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อกล่าวหา และบุคคลที่อยู่ในคำร้องนั้น ไม่น่าจะนำบุคคลอีกหลายร้อยคนที่ กกต.ไม่ยื่นคำร้องเข้ามาเพิกถอนสิทธิได้เองทันที โดยระหว่างการไต่สวนหากพบหลักฐานพาดพิงบุคคลอื่น ศาลอาจส่งข้อมูลให้ กกต.หรือหน่วยงานที่มีอำนาจดำเนินการต่อ เพราะการจะเพิกถอนสิทธิของบุคคลนั้น โดยหลักควรต้องมีคำร้องที่ถูกต้อง และเปิดโอกาสให้บุคคลนั้นต่อสู้คดีเสียก่อน นี่คือกระบวนการที่ต้องติดตามกันต่อไป
อรชุน