
พาราสาวะถี
ขัดหูขัดตา ขัดความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ในประเทศหรือเปล่าไม่ทราบ แต่การประกาศบนเวทีมอบนโยบายทีมไทยแลนด์ที่ญี่ปุ่นของ อนุทิน ชาญวีรกูล ยืนยันว่า รัฐบาลนี้มั่นคง
ขัดหูขัดตา ขัดความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ในประเทศหรือเปล่าไม่ทราบ แต่การประกาศบนเวทีมอบนโยบายทีมไทยแลนด์ที่ญี่ปุ่นของ อนุทิน ชาญวีรกูล ยืนยันว่า รัฐบาลนี้มั่นคง เรียกความเชื่อมั่นจากต่างชาติได้เป็นอย่างดี ด้วยการที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ฟิทช์ เรทติ้งส์ ปรับมุมมองเศรษฐกิจไทยจากเชิงลบหรือ negative เป็น มีเสถียรภาพ หรือ stable และ คงความอันดับน่าเชื่อถือที่ BBB+ สอดรับกับอีกสองสถาบันอย่าง เอส แอนด์ พี และ มูดี้ส์
แน่นอนว่า ความน่าเชื่อถือที่เกิดขึ้นนี้เป็นการประเมินจากความมีเสถียรภาพของรัฐบาล หากไม่มองอะไรให้ลึกซึ้งสถาบันจัดอันดับเหล่านั้นคงเห็นว่า ด้วยเสียงของรัฐบาลที่มีอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรย่อมมีความมั่นคง และทำให้การทำงานราบรื่น แต่หากมีนักวิเคราะห์และผู้ประเมินได้รับรู้ข้อมูลที่มากกว่าเสียงสส.ของรัฐบาล ก็ย่อมรู้ดีว่า เสียงของสภาสูงก็พร้อมที่จะสนับสนุนรัฐบาลเต็มที่ ซึ่งนั่นหมายถึง การแก้ไขตัวบทกฎหมายต่าง ๆ ก็จะไม่ยุ่งยาก และสามารถเป็นไปตามความต้องการของฝ่ายบริหารได้
มากกว่านั้น ด้วย พลังวิเศษที่หนุนหลัง ความเป็นสายตรงอนุรักษ์นิยม ประกอบกับ ทุกองคาพยพที่เกิดจากกลไกของเผด็จการสืบทอดอำนาจ ถือเป็นสิ่งที่เอื้อประโยชน์ให้กับรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทยอย่างไม่เคยมีมาก่อน ดังนั้น ด้วยปัจจัยเกื้อหนุนระดับวีวีไอพีเช่นนี้ จึงไม่แปลกที่ผลของการจัดอันดับความน่าเชื่อถือจะออกมาอย่างที่เห็น ที่เหลือก็เป็นเรื่องของฝีมือในการทำงานของรัฐบาล ผ่านระยะเวลาเกือบ 7 เดือนของการมีอำนาจเต็ม นอกเหนือจากโครงการไทยช่วยไทย พลัส แง่ความรู้สึกของคนไทยส่วนใหญ่ ผลงานยังถือว่าไม่มีอะไรสัมผัสจับต้องได้
ไม่เพียงแต่ผลจากความเชื่อมั่นของสถาบันจัดอันดับต่างชาติที่ช่วยให้อนุทินนำไปคุยฟุ้ง และสามารถสร้างความมั่นใจที่จะเดินหน้าทำงานได้เท่านั้น การหลุดพ้นบ่วงจากคดีฮั้วเลือกสว.น่าจะเป็นตัวกระตุ้นให้พลพรรคสีน้ำเงินเร่งสร้างผลงานให้ปรากฏให้ได้ในเร็ววัน วันนี้ 3 คนดีย์ในสายศึกสีน้ำเงินต้องพยายามผลักดันเรื่องต่าง ๆ ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ช่วงหลังมาเริ่มเห็นบทบาทกับงานด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลมากขึ้น
ด้าน สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว กับบทบาทด้านการต่างประเทศก็ถือว่าอยู่ในระดับที่ควรจะเป็น ส่วน ศุภจี สุธรรมพันธุ์ นาทีนี้ที่ถูกจับตามองคงเป็นเรื่อง การเจรจาภาษีต่างตอบแทนระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา ที่มีคำถามว่า ตัวเลขของการเจรจาจะจบลงที่เท่าไหร่ เพราะในยุครัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร หลังจากมาตรการภาษีของ โดนัลด์ ทรัมป์ รอบแรกที่เรียกเก็บภาษีจากไทย 36% นั้น มีการเจรจาต่อรองจนได้รับการลดเหลือ 19% กระทั่งเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาทางศาลสูงสหรัฐฯ ตัดสินว่า การกำหนดภาษีของทรัมป์ทำไม่ถูกต้อง
ทำให้สหรัฐฯ ออกมาตรการชั่วคราวที่เรียกว่า มาตรการ 122 โดยสามารถเก็บภาษีจากประเทศอื่น ๆ ได้ เป็นการคิดภาษีเหมือนกันทุกประเทศที่ 10% มีระยะเวลาการใช้ 150 วัน สิ้นสุดไปเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม แต่ที่เป็นปัญหาจนทำให้ไทยต้องเจรจากับสหรัฐฯ นั่นก็คือ รัฐบาลทรัมป์ได้ออกมาตรการ 301 เพื่อดึงภาษีตัวเองขึ้นมาอีก เป็นการใช้มาตรการ 301 ของกฎหมายการค้าสอบสวนไทยใน 2 ประเด็น คือ การใช้แรงงานบังคับ กับ กำลังการผลิตส่วนเกินหรือการกล่าวหาว่าไทยเป็นทางผ่านของสินค้าจากประเทศอื่นซึ่งหลัก ๆ ย่อมหมายถึงจีน โดยเฉพาะพวกทุนเทา
การเคลียร์ในสองประเด็นดังว่าตามบทบาทและหน้าที่ของศุภจีนั้น ถือเป็นเรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการอยู่แล้ว แต่คำถามที่คนอยากรู้มากที่สุดก็คือ บทสรุปหลังการเจรจา ประเทศไทยจะถูกจัดเก็บภาษีในอัตราที่เท่าไหร่กันแน่ เพราะ ตามการประกาศเรื่องแรงงานบังคับนั้นสหรัฐฯ จะเก็บภาษีไทยอยู่ที่ 12.5% เมื่อมีการบังคับใช้มาตรา 301 จะยังคงเป็นอัตรานี้หรือไม่ หรือจะมีการจัดเก็บเพิ่ม เนื่องจากหากยึดกรอบภาษีเดิมก่อนหน้านั้นสหรัฐฯ มีการคิดภาษีสำหรับประเทศที่ตัวเองขาดดุลการค้าเพิ่มด้วย ซึ่งไทยถือเป็นประเทศที่ได้ดุลการค้าจากสหรัฐฯ เป็นอันดับที่ 11 ของโลก
โดยคำตอบล่าสุดของศุภจีก็ยังไม่ชัดเกี่ยวกับตัวเลข บอกเพียงว่าต้องพยายามเจรจาให้จบเพื่อที่จะได้กลับไปอยู่ระดับเดียวกันกับประเทศเพื่อนบ้าน และเพื่อให้เกิดการแข่งขันในระดับเดียวกัน จะไม่ทำให้อัตราภาษีของไทยสูงเกินประเทศเพื่อนบ้าน และไม่เกินกรอบเดิมที่มีการเจรจาไว้อยู่ที่ 19% เมื่อมองไปยังประเทศคู่แข่งในอาเซียนภาษีที่สหรัฐฯ จะจัดเก็บ อินโดนีเซีย มาเลเซีย อยู่ที่ 10% เวียดนาม สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ 12.5% ดังนั้น หากคณะทำงานของไทยเจรจาได้ตัวเลขสูงกว่านี้ต้องถือว่า “สอบตก”
อย่างไรก็ตาม อนุทินได้พูดถึงเรื่องนี้ก่อนหน้าว่า ในการเดินทางไปร่วมประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 หรือ UNGA81 ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐฯ จะทวงสัญญาจากทรัมป์ที่เคยบอกไว้เมื่อคราวเป็นตัวกลางเจรจาให้ไทยปฏิบัติตามแถลงการณ์ร่วมไทย–กัมพูชา เรื่องการเก็บกวาดทุ่นระเบิดและปราบสแกมเมอร์ ซึ่งไทยได้ทำตามหมดทุกอย่าง จะถามผู้นำสหรัฐฯ ว่าจำได้ไหม กับสิ่งที่เคยบอกว่า จะพิจารณาอัตราภาษีให้เป็นพิเศษ ไทยจะได้ตรงนี้หรือไม่
ต้องตามลุ้นกัน ทรัมป์จะแกล้งลืม ทำเป็นไขสือจนผู้นำไทยหน้าแหกหรือไม่ หรือสุดท้ายไม่ได้คุย แล้วอาจต้องมีการยกหูเคลียร์กันในเรื่องนี้ แต่ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด แล้วผลออกมาในเชิงลบ คงจะเป็นไปอย่างที่ พิศาล มาณวพัฒน์ ทีมบริหารนโยบายต่างประเทศ พรรคประชาชนว่า หากรัฐบาลเดินไม่เป็นสอบตกในเรื่องการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ และทำให้สินค้าไทยเสียเปรียบคู่แข่งในตลาดที่ใหญ่และสำคัญที่สุดของไทย เท่ากับว่า การทูตไทยจะยังคงไม่มีพลังต่อไป
อรชุน