
พาราสาวะถี
ไม่จำเป็นต้องอธิบาย และไม่จำเป็นที่จะต้องสนใจเสียงวิจารณ์ใด ๆ สำหรับ รัฐบาลเส้นใหญ่ กรณีที่ประชุมครม.มีมติแต่งตั้ง ร้อยตำรวจเอกปิยะ รักสกุล
ไม่จำเป็นต้องอธิบาย และไม่จำเป็นที่จะต้องสนใจเสียงวิจารณ์ใด ๆ สำหรับ รัฐบาลเส้นใหญ่ กรณีที่ประชุมครม.มีมติแต่งตั้ง ร้อยตำรวจเอกปิยะ รักสกุล จากอธิบดีกรมคุมประพฤติไปนั่งเป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ ถ้าไปถาม อนุทิน ชาญวีรกูล สามารถเขียนข่าวรอได้เลยว่า เป็นไปตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ และมีการแต่งตั้งในนัดที่ตนไม่ได้นั่งเป็นประธานการประชุมครม.ด้วย แน่นอนว่า จะมาพร้อมคำยืนยัน ไม่เกี่ยวกับการตอบแทนจากที่แกนนำพรรคภูมิใจไทยหลุดคดีฮั้วเลือกสว.
อย่างที่รู้กันมาโดยตลอดปัจจัยที่ทำให้กกต.มีมติเสียงข้างมาก ยกเว้นความผิดให้กับระดับแกนนำสำคัญของพรรคสีน้ำเงิน เป็นผลพวงมาจากการทำงานของคณะอนุกรรมการฯชุดที่ 36 ซึ่งร้อยตำรวจเอกปิยะเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในคณะอนุกรรมการชุดนี้ ไม่นับรวมภาพความใกล้ชิดสนิทสนมเป็นการส่วนตัวกับท่านผู้นำที่มีการเผยแพร่ก่อนหน้า ไม่ว่าจะปฏิเสธอย่างไร คนส่วนใหญ่คงทำใจเชื่อลำบาก แต่ก็นั่นแหละ ยุคของรัฐบาลเส้นใหญ่ ทำอะไรไปถามว่าใครหน้าไหนจะกล้าเอาผิด
ดังนั้น การตั้งโต๊ะแถลงข่าวของ สนธิ ลิ้มทองกุล พูดถึงภาพรวมสถานการณ์ทางการเมือง โดยเฉพาะประเด็นคดีฮั้วเลือกสว. กระบวนการทำงานขององค์กรอิสระ และโครงสร้างอำนาจทางการเมือง โดยชี้ว่า พรรคสีน้ำเงินครอบงำสว. กกต. ป.ป.ช. และดีเอสไอ ซึ่งความจริงต้องบอกว่าองค์กรและหน่วยงานเหล่านี้ มีการออกแบบจากกลไกของเผด็จการสืบทอดอำนาจไว้แล้ว เพื่อรองรับสายตรงของฝ่ายอนุรักษ์นิยม การที่สนธิบอกว่าหากคุมกลไกตรวจสอบได้หมด ประเทศอาจกลายเป็น “ราชวงศ์ทางการเมือง” คงไม่ผิดมากนัก
เพียงแต่ว่าท่วงทำนองของการขับเคลื่อนเช่นนี้ อาจดูอ่อนไหว เล่นกับความรู้สึกของพวกขวาสุดโต่งมากเกินไป ซึ่งเชื่อได้ว่าอาจจะมีการออกมาตอบโต้ หรือฟ้องร้องดำเนินคดีสนธิและคณะอันเกี่ยวข้องกับมาตรา 112 ได้ อย่างไรก็ตาม หากย้อนกลับไปนับตั้งแต่การจุดชนวนความขัดแย้งเมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว บรรดาสารพัดข้อกล่าวหาที่ถาโถมใส่ ทักษิณ ชินวัตร พร้อมระบอบอุปโลกน์คือระบอบทักษิณ นั่นคือความผิดพลาด ที่บรรดาเหล่าแกนนำม็อบทั้งระบอบสนธิ–จำลอง และม็อบนกหวีดหารู้ไม่ ท้ายที่สุดมันได้กลายมาเป็นเครื่องมือให้ฝ่ายอนุรักษ์นิยมสามารถวางระบบรวบอำนาจ ควบคุมประเทศได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด
ความชัดเจนจากคดีฮั้วเลือกสว. ตามมาด้วยการแต่งตั้งอธิบดีดีเอสไอ และอีกไม่กี่อึดใจกับคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งภายใต้การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จะเป็นตัวอธิบายกลไกกินรวบเหล่านั้นได้เป็นอย่างดี ยิ่งการได้เห็นพรรคฝ่ายคอยอย่างกล้าธรรมแต่งตัวรอเข้าร่วมรัฐบาล มันยิ่งเป็นตัวบ่งชี้อันเด่นชัดยิ่งว่า เสี่ยหนูพร้อมเหล่ากุนซือทั้งหลายนั้นได้วางแผนที่จะยืนระยะกันนานขนาดไหน เสียงทั้งสองสภาแน่นปึ้กถ้าไม่สะดุดขาตัวเอง หรือเหยียบตาปลากันรุนแรง ย่อมไม่มีอะไรที่จะมาทำให้รัฐบาลระคายเคืองได้
ส่วนข้อสงสัยที่ว่าจะดึงเอาพรรคสีเขียวเข้ามาในจังหวะไหนนั้น ถ้าดูตามเงื่อนเวลาที่ฝ่ายค้านเตรียมจะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจภายในสิ้นเดือนตุลาคมหรือต้นเดือนพฤศจิกายนนั้น ถือว่าไม่นานเกินไปที่จะรอ แล้วจะเป็นการดึงมาแทนที่เพื่อไทยหรือไม่อย่างไร ค่อนข้างที่จะแน่ชัดว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น เป็นการดึงเข้ามาเสริมความแข็งแกร่ง โดยไม่แตะเก้าอี้ 5 กระทรวงของพรรคสีแดง แต่จะเป็นการเกลี่ยตำแหน่งในส่วนของพรรคสีน้ำเงินให้แทน
เป้าหมายคือ โควตาในส่วนของรัฐมนตรีลูกเทพที่ผลงานไม่เข้าตา หรือบางคนที่เกิดคำถามจากสังคม และอาจจะมีปัญหาจากการซักฟอกของฝ่ายค้านที่จะเกิดขึ้น เพื่อเป็นการแก้ลำทำให้รัฐบาลมีแผลน้อยที่สุด เสี่ยหนูจึงจะใช้วิธีการดึงเอาพรรคสีเขียวเข้ามา ด้วยเงื่อนไขเลือกคนที่ไม่มีปัญหาเรื่องคุณสมบัติ มีเสียงวิจารณ์จากสังคมน้อยที่สุดเข้ามาทำหน้าที่ เหมือนกรณีที่เพื่อไทยจัดสรรคนมาทำงานโดยไม่ได้สร้างปัญหา หรือเป็นภาระตลอดระยะเวลาที่ทำงานร่วมกันมาเกือบ 7 เดือน
ท่าทีของพรรคสีเขียวหลังจากโหวตหนุนร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 ที่ผ่านมา ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรค ได้ให้สัมภาษณ์แบบผู้ดีว่า พรรคเลือกแนวทางที่สร้างประโยชน์ให้กับประเทศและประชาชนเป็นสำคัญ ดังนั้น การที่จะเข้าร่วมรัฐบาลย่อมรู้ข้อจำกัดเป็นอย่างดี ซึ่งอนุทินเองหลังเจอแรงกระเพื่อมจากความเกรงใจ ทำให้ต้องคิดใหม่ ทำใหม่ พยายามปรับคนที่เป็นตัวปัญหาให้มีบทบาทอันเกี่ยวพันกับการใช้อำนาจให้น้อยที่สุด
สัญญาณตรงอันเป็นเหมือนคำสั่งจากผู้มีพระคุณ ถูกสื่อไปยังพี่ชายที่แสนดี อาจไม่ใช่วลีมันจบแล้วครับนาย แต่เป็นในทำนองต้องรู้จักพอ ถึงเวลาที่ต้องเสียสละแล้วลูกพี่ถ้ายังอยากอยู่กันยาว ๆ การแสดงบทบาทของความเป็นผู้นำพรรคสีน้ำเงินและรัฐบาลอย่างแท้จริง สะท้อนให้เห็นผ่านการผลักดันให้รัฐมนตรีคนดีย์ที่เสี่ยหนูดึงเข้ามาทำงาน มีการสื่อสาร สร้างผลงานให้ประชาชนยอมรับให้ได้ การต่ออายุไทยช่วยไทยพลัสนั่นก็เรื่องหนึ่ง และยังมีอีกหลายเรื่องที่จะโชว์ถึงความรู้ ความสามารถ และภาพลักษณ์ที่ดีของคนสายตรงของท่านผู้นำ
กับความกังวลที่ว่า ก่อนเข้ามากับหลังเข้ามาร่วมรัฐบาลแล้ว นิสัยใจคอของคนอาจเปลี่ยนได้นั้น ถือเป็นความท้าทาย แต่จากที่ได้ฟังคนใกล้ชิดของเสี่ยหนูบอกกล่าวมา นาทีนี้ไม่ว่าใครก็ตามต่างรู้ดีหัวหน้าพรรคสีน้ำเงินออกคำสั่ง หรือบอกอะไรไปใครก็อย่าได้บิดพลิ้วเป็นอันขาด ขนาดเหล่าผู้มีพลังที่สามารถจะกดข่มรัฐบาลจากการเลือกตั้งในอดีตที่ผ่านมา โดยเฉพาะรัฐบาลของเครือข่ายทักษิณ ยังไม่กล้าที่จะหือกับรัฐบาลนี้ มิหนำซ้ำ ยังพร้อมใจกันที่จะสนับสนุนทุกทางด้วยความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ด้วย
อรชุน