
พาราสาวะถี
รู้กันอยู่ว่าพรรคสายตรงอนุรักษ์นิยม ถนัดและได้รับการสนับสนุนในเรื่องของการสร้างข่าวสารเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจต่อกระแสที่ถูกกดดันได้ดีอยู่แล้ว
รู้กันอยู่ว่าพรรคสายตรงอนุรักษ์นิยม ถนัดและได้รับการสนับสนุนในเรื่องของการสร้างข่าวสารเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจต่อกระแสที่ถูกกดดันได้ดีอยู่แล้ว หลังจากถูกไล่ต้อนถึงกรณีสามีของ “ไอเดียร์” สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย ซึ่งถูกเชื่อมโยงเครือข่ายสแกมเมอร์และพนันออนไลน์ ผ่านการ ถือหุ้นในเว็บไซต์พนันออนไลน์ shuffle.com สุดท้ายทางออกหรือทางรอดก็คือ กรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอตั้งเรื่องสอบประเด็นนี้ พร้อมกับมีการเรียกสส.หญิงรายนี้กับสามีเข้าให้ข้อมูลเมื่อวานนี้ (20 ตุลาคม)
ไม่ได้เหนือความคาดหมาย เพราะได้บอกไว้ล่วงหน้าว่า ท้ายที่สุดก็จะเป็นการโบ้ยว่าเป็นเรื่องของสามี และยืนยันเจตนาบริสุทธิ์ด้วยการบอกว่า ได้มีการขายหุ้นที่ถืออยู่กับบริษัทเว็บพนัน 1.47 เปอร์เซ็นต์ไปแล้ว ตั้งแต่เดือนมกราคมก่อนการเลือกตั้งสส.ที่ผ่านมา ใครจะเชื่อก็ว่ากันไป แต่คนส่วนใหญ่คงไม่ได้กินหญ้า มากไปกว่านั้น ศิริโชค โสภา ในฐานะมือตรวจสอบเรื่องนี้ตั้งข้อสังเกตได้อย่างน่าสนใจ เป็นนักธุรกิจที่ไม่น่าจะฉลาด เพราะขายหุ้นหลังรู้ผลประกอบการแล้วพบว่า มีกำไรกว่า 1,500 ล้านบาท และจ่ายเงินปันผลกว่า 600 ล้านบาท
ขณะที่เรื่องการขายหุ้น ศิริโชค ก็ชี้ว่า ควรมีหลักฐานการโอนเงิน โดยประเมินว่าอาจมีเงินหมุนเวียนจากการซื้อขายประมาณ 200 ล้านบาท แต่จากบัญชีทรัพย์สินที่ ไท่หยาง ซาง สามีของไอเดียร์แจ้งไว้ ยังไม่เห็นว่ามีเงินจำนวนดังกล่าวเข้ามาในบัญชีตามที่ควรจะเป็น ตนยังไม่เชื่อว่า มีการขายหุ้นจริงจนกว่าจะได้เห็นหลักฐานที่ชัดเจน พร้อมมองว่าพฤติการณ์หลายอย่างมีข้อพิรุธ หากมีการขายหุ้นจริงก็ควรออกมาชี้แจงพร้อมแสดงหลักฐานตั้งแต่แรก ไม่ควรปล่อยให้เวลาผ่านไปก่อนจึงนำเอกสารออกมาแสดง ทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของการซื้อขายครั้งนี้
ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อมั่นใจในความบริสุทธิ์และยืนยันในความโปร่งใสต่อการประกอบสัมมาชีพของสามี แต่ทำไมสุชาดาจึงไม่ตอบคำถามของนักข่าวที่ถามว่าสามีประกอบอาชีพอะไร ขณะเดียวกัน ศิริโชคยังได้มีการโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า ดีเอสไอส่งหนังสือลับ ด่วนที่สุด เรียกให้ถ้อยคำในวันที่ 22 ตุลาคมนี้ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีเพราะตนได้ตรวจสอบและติดตามเรื่องนี้มาอย่างใกล้ชิด การเปิดโปงความจริงเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่การทำให้ผู้กระทำผิดต้องรับผิดชอบต่างหาก คือจุดหมายปลายทางของความยุติธรรม
ไม่เพียงเท่านั้น คนที่ในอดีตเคยได้รับการตั้งฉายาจากสื่อว่าเป็นวอลเปเปอร์ยุครัฐบาลในค่ายทหาร ยังได้ฝากข้อความไปถึง อนุทิน ชาญวีรกูล ที่เหน็บแนมถึงการเคลื่อนไหวตรวจสอบเรื่องนี้ เป็นเพราะแพ้เลือกตั้งให้แก่คนของพรรคสีน้ำเงินด้วยว่า ตนสอบตกเลือกตั้ง แพ้ก็คือแพ้ ไม่มีอะไรต้องอาย เพราะการแพ้ชนะเป็นเรื่องธรรมดาของระบอบประชาธิปไตย สิ่งที่ตนอยากให้นายกรัฐมนตรีเข้าใจก็คือ การสอบตกเลือกตั้งไม่ได้หมายความว่าคนคนนั้นหมดคุณค่าหรือหมดสิทธิ์ที่จะทำประโยชน์ให้บ้านเมือง
ที่ต้องขีดเส้นใต้และน่าจะโดนใจคนส่วนใหญ่ที่ไม่ได้ถือหางพรรคสีน้ำเงินก็คือ ประชาธิปไตยไม่ได้ให้สิทธิ์เฉพาะคนที่ชนะเลือกตั้ง และความถูกต้องก็ไม่ได้เป็นสมบัติของคนที่มีอำนาจ คนสอบผ่านได้สิทธิ์เข้าไปบริหารประเทศ ส่วนคนสอบตกก็ยังมีสิทธิ์ตรวจสอบคนที่เข้าไปบริหารประเทศ ประชาชนไม่ได้มอบอำนาจให้ใครไปแล้วต้องยอมปิดหูปิดตาตลอด 4 ปี ที่ตรงกับพฤติกรรมของพรรคแกนนำเส้นใหญ่เวลานี้คงเป็นประโยคที่ว่า คนที่สอบผ่านเลือกตั้งควรจำไว้ด้วยว่า ประชาชนเลือกเข้าไปใช้อำนาจไม่ได้เลือกเข้าไปอยู่เหนือการตรวจสอบ เพราะเวลานี้ดูเหมือนว่าคนของพรรคสีน้ำเงินจะเป็นอย่างที่ว่า
ส่วนเหตุที่บอกว่าพรรคเส้นใหญ่ถนัดสร้างข่าวเบี่ยงกระแสนั้น ดูจากข่าวการไปกินข้าวที่ร้านอาหารอินเดียของเสี่ยหนู กับ ธรรมนัส พรหมเผ่า แล้วตามมาด้วยเสียงวิจารณ์ต่อภาพที่ปรากฏ น่าจะเป็นการหารือถึงการดึงเข้าร่วมรัฐบาล หนักข้อไปกว่านั้นถึงขั้นที่ว่า พรรคสีเขียวจะยุบมารวมกับพรรคสีน้ำเงิน ตามมาด้วยคุณแหล่งข่าว และการขุดคุ้ยโหมเป็นกระแส จนสามารถกลบความน่าสนใจต่อข่าวบัญชีทรัพย์สินของสามีสส. และเรื่องฝ่ายค้านเตรียมยื่นซักฟอกไปได้
ทั้งที่ความจริงหากมองไปยังประเด็นผู้กองมันคือแป้งกับเสี่ยหนู แทบไม่มีอะไรใหม่หรือน่าเร้าใจแต่อย่างใด เรื่องดึงร่วมรัฐบาลมีความเป็นไปได้แน่หลังจากเสร็จสิ้นการอภิปราย ส่วนจะเลยเถิดไปถึงขั้นให้ยุบพรรคสีเขียวมาร่วมหอลงโรงกับพรรคสีน้ำเงินนั้นท่าจะยาก ด้วยเหตุที่ว่าธรรมนัสผ่านร้อนผ่านหนาวทางการเมืองมาทุกรูปแบบ การยอมมุดไปอยู่ใต้ปีกของพรรคอื่นเท่ากับตัดช่องทางและพลังในการต่อรองไปทั้งหมด
สถานะในปัจจุบันกับพรรคที่มีสส. 58 ที่นั่งถือเป็นตัวแปรสำคัญ การแสดงท่าทีชัดเจนต่อการโหวตหนุนรัฐบาลโดยเฉพาะร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าการอยู่เป็นพรรคฝ่ายคอยเช่นนี้ มีพลังมากกว่าการยกโขยงไปซบอกพรรคใหญ่ จริงอยู่ที่ว่าด้วยบารมีและพลังอำนาจที่หนุนหลัง อาจทำให้เชื่อได้ว่าไม่มีใครทำอะไรได้ แต่ระหว่างการยืนหยัดเป็นพรรคที่มีสส.จำนวนเท่านี้ กับการเปลี่ยนสีเสื้อ ความเกรงใจ และการให้เกียรติจะต่างกันอย่างสิ้นเชิง
สำหรับประเด็นที่ว่าถ้าควบรวมกันได้ก็จะทำให้เสียงของพรรคสีน้ำเงินเข้มแข็ง ถึงขนาดที่สามารถเป็นรัฐบาลพรรคเดียวได้นั้น นักการเมืองประเภทเขี้ยวลากดินไม่ได้คิดเช่นนั้น ยิ่งเป็นยุคที่รัฐบาลต้องอาศัยภาพของคนที่ได้รับการยอมรับจากสังคม ถ้าเหลือแค่พรรคน้ำเงินกับเขียว 3 คนดีย์ที่เสี่ยหนูดึงมาช่วยชูภาพลักษณ์ให้ไม่น่าจะเอาอยู่ แค่แก๊งลูกเทพก็ถูกจับตามองอย่างหนักแล้ว ยังจะมีทีมงานมันคือแป้งน่าจะยิ่งไปกันใหญ่ ดังนั้น การดึงมาร่วมรัฐบาลจึงมีความเป็นไปได้มากที่สุด ส่วน เก้าอี้รัฐมนตรีที่จะให้ไม่ใช่ปัญหาเพราะที่ผ่านมาทุนทางการเมืองที่ทุ่มไปนั้นถือว่าถอนคืนจนเป็นที่พอใจแล้ว
อรชุน