APCO กำไรแจ่ม

ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและบำรุงผิวเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย โดยมีปัจจัยที่ส่งเสริมให้สามารถเติบโตต่อไปในอนาคต


–คุณค่าบริษัท–

 

ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและบำรุงผิวเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย โดยมีปัจจัยที่ส่งเสริมให้สามารถเติบโตต่อไปในอนาคต

เนื่องจากปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคอยู่ในกระแสการดูแลห่วงใยบุคลิกภาพของตนเองมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่ในวัยทำงานที่มีสัดส่วนเพิ่มจากในอดีต รวมถึงกลุ่มสุภาพบุรุษที่เริ่มหันมาใช้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและบำรุงผิวมากขึ้นในระยะหลัง เนื่องจากสินค้ามีนวัตกรรมใหม่ๆ มากขึ้น เช่น ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากสารสกัดจากธรรมชาติ เป็นต้น  

จากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่หันมาส่งเสริมความงามมากขึ้นนั่น ช่วยเสริมสร้างศักยภาพของ บริษัท เอเชียน ไฟย์โตซูติคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ APCO แข็งแกร่งขึ้นไปอีก เพราะเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์บำรุงสุขภาพและความงามจากสารสกัดธรรมชาติ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์กระชับสัดส่วน ผลิตภัณฑ์ถนอมและบำรุงผิว ผลิตภัณฑ์ต่อต้านริ้วรอยและจุดด่างดำ และผลิตภัณฑ์บำรุงสุขภาพ โดยทำการจัดจำหน่ายให้แก่ลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งจำหน่ายผ่านตัวแทนจำหน่ายอื่นๆ

ศักยภาพในการแข่งขันที่ดีคงส่งผลให้ผลการดำเนินงานไตรมาส 1 สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2559 บริษัทมีรายได้จากการขายขยับขึ้นมาอยู่ที่ 99.25 ล้านบาท จากงวดเดียวกันของปีก่อน 96.73 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรของบริษัทขยับขึ้นมาอยู่ที่ 24.87 ล้านบาท หรือ 0.009 บาทต่อหุ้น จากงวดเดียวกันของปีก่อน 22.17 ล้านบาท หรือ 0.008 บาทต่อหุ้น

ทั้งนี้ ผลประกอบการของบริษัทมีการเติบโตเพิ่มขึ้นจากรายได้จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ต่างๆ ในประเทศเพิ่มขึ้น โดยเป็นผลจากการประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์และจัดกิจกรรมการตลาดที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ทำให้ยอดจำหน่ายในช่องทาง Direct Service และ Call Center 1154 ปรับตัวเพิ่มขึ้น

เมื่อวิเคราะห์ฐานะทางการเงินเพื่อเป็นตัวแปรในการตัดสินใจต่อการลงทุน พบว่าฐานะทางการเงินของบริษัทยังดูดี เพราะบริษัทมีสินทรัพย์หมุนเวียนมากถึง 501.82 ล้านบาท เมื่อนำมาเทียบกับหนี้สินหมุนเวียนเพียง 48.54 ล้านบาท ได้ค่า CURRENT RATIO อยู่ที่ระดับ 10.34 เท่า ถือว่าสภาพคล่องทางการเงินของบริษัทมีมากพอสมควรในการขยายกิจการ

ส่วนหนี้สินของบริษัทไม่มีอะไรที่น่าเป็นห่วง เพราะบริษัทมีหนี้สินรวมแค่ 60.55 ล้านบาท เมื่อนำมาเทียบกับส่วนของผู้ถือหุ้นมากถึง 593.05 ล้านบาท ได้ค่า D/E อยู่ที่ระดับ 0.11 เท่า แสดงว่าบริษัทปลอดจากภาระหนี้สินจริงๆ ดังนั้น ไม่มีความน่าเป็นห่วง

ขณะที่นักวิเคราะห์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง มองว่าแนวโน้มผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ปี 59 จะทรงตัว หรืออาจขยายตัวเล็กน้อย ตามภาวะเศรษฐกิจที่ค่อยๆ ฟื้นตัวอย่างช้าๆ และคาดว่ากลุ่มลูกค้าที่ชะลอการซื้อไปในไตรมาส 1 ปี 59 น่าจะกลับมาซื้อสินค้าอีกครั้ง ขณะที่การทำการตลาดทางโทรทัศน์และ Social media อย่างเข้มข้นในปีนี้ มองว่าจะช่วยสนับสนุนการขายได้พอสมควร

จึงยังคงคำแนะนำ “ซื้อเก็งกำไร” ราคาเหมาะสม 1.80 บาทต่อหุ้น อิง P/E 40 เท่า ตามค่าเฉลี่ยกลุ่มเวชภัณฑ์ทั่วโลก เพื่อลุ้นการฟื้นตัวของการบริโภคในประเทศปีนี้

 

ผู้ถือหุ้นรายใหญ่

1.ดร.พิเชษฐ์ วิริยะจิตรา 1,369,200,790 หุ้น 49.87%

2.นายชินการ สมะลาภา 340,000,000 หุ้น 12.38%

3.นางอรุณี วิริยะจิตรา 105,630,200 หุ้น 3.85%

4.นายณัฐพัฒน์ รังสรรค์ 84,600,000 หุ้น 3.08%

5.คุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์ 58,520,410 หุ้น 2.13%

 

รายชื่อกรรมการ

1.นางมาลีรัตน์ ปลื้มจิตรชม ประธานกรรมการ

2.นางมาลีรัตน์ ปลื้มจิตรชม กรรมการอิสระ

3.นางมาลีรัตน์ ปลื้มจิตรชมประธานกรรมการตรวจสอบ

4.นายพิเชษฐ์ วิริยะจิตรา ประธานกรรมการบริหาร

5.นายพิเชษฐ์ วิริยะจิตรา กรรมการผู้จัดการ

Back to top button