CBG รอวันควายแดงฟื้น.!

การประกาศบุกตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะอังกฤษและจีน เป็นสตอรี่ที่ทำให้หุ้นบริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CBG วิ่งด้วยความร้อนแรง ประหนึ่งเป็นควายแดงตกมัน ช่วงหนึ่งพุ่งขึ้นไปแตะที่ระดับกว่า 110 บาท เมื่อช่วงปลายปี 2560 เลยทีเดียว

สำนักข่าวรัชดา

การประกาศบุกตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะอังกฤษและจีน เป็นสตอรี่ที่ทำให้หุ้นบริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CBG วิ่งด้วยความร้อนแรง ประหนึ่งเป็นควายแดงตกมัน ช่วงหนึ่งพุ่งขึ้นไปแตะที่ระดับกว่า 110 บาท เมื่อช่วงปลายปี 2560 เลยทีเดียว

แต่งานนี้ไม่รู้ว่าเป็นแค่การขายฝันหรือไม่ เพราะปรากฏว่าช่วงที่ผ่านมา ทั้ง 2  ตลาดนี้ ไม่เวิร์กอย่างที่คาดหวัง ไปแล้วยังไม่เห็นกำไร ตอกย้ำด้วยงบไตรมาส 3/2561 ที่กำไรลดลงมาอยู่ที่ 255 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนกำไรอยู่ที่ 389 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรงวด 9 เดือนแรกปี 2561 อยู่ที่ 645 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 1,036 ล้านบาท

ทำให้นักลงทุนพากันทิ้งหุ้น CBG กันจ้าละหวั่น ราคาไหลรูดไม่มีเบรก มาอยู่ที่ 33.25 บาท (ณ วันที่ 10 ม.ค.) กลายเป็นควายแดงตกสวรรค์ซะงั้น !!!

คำถามที่ติดอยู่ในใจของนักลงทุนที่มีหุ้น CBG ติดอยู่ในพอร์ต คงหนีไม่พ้นที่ว่า จะเริ่มเห็นกำไรจากสองตลาดนี้เมื่อไหร่ และระหว่างจีนกับอังกฤษ จะเห็นตลาดไหนมีกำไรก่อนกัน..??

ถ้าดูโมเดลการปั้นแบรนด์คาราบาวของ CBG สู่ World Class Brand พบว่า แตกต่างจากแบรนด์กระทิงแดง หรือเรดบลู ของ “เจ้าสัวเฉลียว อยู่วิทยา” อย่างสิ้นเชิง…

กระทิงแดงใช้วิธีการขายลิขสิทธิ์แบรนด์ ให้ตัวแทนจำหน่ายไปทำตลาดในประเทศนั้น ๆ เอง ทำให้ไม่มีภาระของต้นทุนมากนัก จึงประสบความสำเร็จก้าวขึ้นเป็นแบรนด์ชั้นนำระดับโลกได้อย่างรวดเร็ว

แต่เคสของ CBG จะใช้วิธีไปด้วยตัวเอง ผ่านบริษัทลูกบริษัท อินเตอร์ คาราบาว จำกัด ที่อยู่ในอังกฤษ เริ่มจากเมื่อ 3 ปีที่แล้วใช้กลยุทธ์สปอร์ตมาร์เก็ตติ้ง เข้าไปเป็นผู้สนับสนุนทีมฟุตบอลเรดิง ตามด้วยสโมสรฟุตบอลเชลซี

แค่นี้ไม่พอ…ยังใจถึงควักเงินเกือบ 800 ล้านบาท สนับสนุนฟุตบอลถ้วย ลีกคัพของอังกฤษ หรืออีเอฟแอลคัพ ซึ่งเปลี่ยนชื่อมาเป็น “คาราบาวคัพ” เป็นเวลา 3 ปี เริ่มตั้งแต่ฤดูกาล 2017-2020

ได้ยินมาว่าฝันของ “เจ้าสัวเสถียร เศรษฐสิทธิ์” ใหญ่ขนาดที่ว่า จะปั้นแบรนด์คาราบาวให้ขึ้นเป็นเบอร์ 2 ของตลาดอังกฤษ ภายในปี 2565 (รองจากเรดบูล จากปัจจุบันที่มอนสเตอร์เป็นเบอร์ 2 และรีเรนท์เลสเป็นเบอร์ 3) จากนั้นจะขยายไปประเทศอื่น ๆ ในยุโรปต่อไป

แต่ไม่รู้จะเป็นได้แค่ฝันที่ยังไม่ตื่นหรือเปล่า…เพราะแม้กลยุทธ์ดังกล่าวจะทำให้แบรนด์คาราบาวเป็นที่รู้จักในอังกฤษมากขึ้น แต่ก็ยังไม่มากพอที่จะสร้างรายได้และกำไรกลับเข้ามาให้กับ CBG

เมื่อหันไปดูตลาดจีน แม้จะเป็นตลาดใหญ่อันดับ 2 ของโลก มีมูลค่าราว 8.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 2.7 แสนล้านบาท แต่งานนี้บอกเลยว่าไม่หมูนะที่ CBG จะเดินเข้าไปล้วงเอาเงินในกระเป๋าคนจีน แถมจีนยังขึ้นชื่อว่าเป็นตลาดปราบเซียน ทำใครต่อใครเจ๊งมานักต่อนักแล้ว !!!

การที่ CBG ทุ่มงบลงทุนสูงถึง 1.4 หมื่นล้านบาท จึงต้องแลกมากับการยอมขาดทุนถึง 4 ปี (CBG เพิ่งเข้าไปทำตลาดจีนอย่างจริงจังเมื่อประมาณกลางปี 2560)

นั่นเท่ากับว่าช่วง 1-2 ปีนี้…CBG จะหวังกอบโกยกำไรจากตลาดจีนยังไม่ได้ เพราะอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการลงทุน

ดังนั้น การจะหาคำตอบว่าระหว่างอังกฤษกับจีน ตลาดไหนจะมีกำไรก่อนกัน..?? ณ เวลานี้อาจเป็นเรื่องยากที่จะหาคำตอบได้

ส่วนนักลงทุนจะมองประเด็นนี้ยังไง ก็นานาจิตตัง บางคนอาจยังมั่นใจในตัว CBG มองว่าราคาที่ไหลลงมาเป็นโอกาสในการช้อนซื้อ ขณะที่บางคนมองเป็นความเสี่ยง ก็อาจชิ่งหนี…

อันนี้ไม่ว่ากัน…

…อิ อิ อิ…