จัดทัพ 11 หุ้นเด็ดพร้อมเด้งรับปัจจัยบวกหนุนหุ้นแข็งแกร่งสู้ตลาด!

จัดทัพ 11 หุ้นเด็ดพร้อมเด้งรับปัจจัยบวกหนุนหุ้นแข็งแกร่งสู้ตลาด!

“ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” ได้ทำการสำรวจรวบรวมบทวิเคราะห์ที่แนะนำลงทุนในหุ้นที่คาดว่าจะได้รับปัจจัยบวกจากการเลือกตั้ง ขณะที่ได้รับปัจจัยบวกจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ เนื่องจากเป็นหุ้นที่คาดว่าจะปรับตัวขึ้นได้ถึงแม้ภาวะดัชนียังผันผวน อีกทั้งเป็นหุ้นที่เป็นเป้าหมายการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ

โดย บริษัทหลักทรัพย์โนมูระ พัฒนสิน ระบุในบทวิเคราะห์ โดยแนะนำ กลยุทธ์การลงทุนช่วงครึ่งปีแรกของปี 2562 เน้น Theme การลงทุนในหุ้น Election Play ได้แก่ หุ้นนำดัชนีและเป็นเป้าของต่างชาติ (PTT, BBL) ,หุ้นที่ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจภายในและกำลังซื้อฟื้นตัวจากระบบตัวแทนช่วยกระจายรายได้ (CPALL) ,หุ้นสื่อโฆษณาที่ได้ประโยชน์ก่อนเลือกตั้ง (PLANB) ,หุ้นเด่นรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศฉบับใหม่ (GULF) ,หุ้นที่กำไรกลับมาเติบโตรอบใหม่หลังปรับโครงสร้าง (SAWAD) และหุ้นที่ได้ประโยชน์จากวงจรการลงทุนของไทยและมักขึ้นไวก่อนเลือกตั้ง (STEC, AMATA, CK, WHA,TOA)

ทั้งนี้ บล.เอเชีย เวลท์ แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 58 บาท/หุ้น โดยมองว่า ธุรกิจของ PTT และกิจการในเครือเติบโตดีมาตลาดช่วง 9 เดือนแรกของปี 2561 มาสะดุดในช่วงไตรมาส 4/61 ที่กำไรสุทธิลดลงอย่างมากเนื่องจากราคาน้ำมันปรับตัวลงอย่างรวดเร็ว สร้างผลขาดทุนสต๊อกน้ำมัน ทำให้กำไรสุทธิทั้งปี 2561 ลดลง 11.5% จากปีก่อน เป็น 119,684 ล้านบาท ทั้งที่ราคาน้ำมันถัวเฉลี่ยในปี 2561 เพิ่มขึ้น 30% จากปีก่อน

ทั้งนี้จึงมองว่าสถานการณ์ไตรมาส 4/61 ที่ทำให้กำไรของ PTT ย่ำแย่เป็นสถานการณ์ที่ไม่ปกติ กำไรน่าจะฟื้นตัวกลับมาได้ในไตรมาส 1/62 จึงนับเป็นโอกาสที่ดีสำหรับการซื้อลงทุน PTT เพื่อรอปัจจัยบวกอื่น ๆ ที่จะตามมาคือ 1.คาด PTTOR เตรียมเข้าจดทะเบียนราวไตรมาส 2/62 หรือ 3/62  ทั้งนี้ปรับลดราคาเป้าหมายของ PTT ลงจาก 62 บาท เป็น 58 บาท อิงค่า EV/EBITDA ที่ระดับ 6 เท่าในปี 2562 แนะนำซื้อ

ด้าน บล.เมย์แบงก์กิมเอ็ง (ประเทศไทย) กล่าวว่า แนวโน้มกำไรสุทธิเติบโตดีต่อเนื่อง จากยอดขายจากสาขาเดิม (SSSG) ของร้านเซเว่นฯ เติบโต 2-3% และการขยายสาขา 700 สาขา/ปี และผลประกอบการของ MAKRO ที่ค่อย ๆ ฟื้นตัวขึ้น

นอกจากนั้น CPALL ยังอยู่ระหว่างรอเซ็นสัญญาสำหรับการได้รับสิทธิแฟรนไชส์ในการจัดตั้งและดำเนินการร้านเซเว่นฯ ในกัมพูชาและลาว โดยคาดว่าอาจจะมีการเข้าทำสัญญาแฟรนไชส์ (Master Franchise Agreement) ภายในไตรมาส 2/62 ซึ่งหากสามารถดำเนินการเปิดสาขาในประเทศดังกล่าวได้ก็น่าจะส่งผลดีต่อบริษัทฯ ในอนาคต

“เรามองว่าหากได้ไลเซ่นส์ และเริ่มทยอยเปิดสาขาในช่วงแรก 1-2 ปี คงไม่ได้มี Impact อะไรมาก ด้วยสาขาในประเทศไทยที่มีค่อนข้างมากกว่า 1 หมื่นสาขา เมื่อเทียบกับต่างประเทศแล้วถือว่าต่างประเทศยังมีสัดส่วนที่ค่อนข้างน้อยมาก ซึ่งน่าจะเห็นการเติบโตของรายได้อีกสักระยะหนึ่ง”

นอกจากนี้ มองแนวโน้มผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/62 น่าจะเติบโตต่อเนื่อง จากการขยายสาขาเพิ่มขึ้น แต่อย่างไรก็ตามยังต้องรอดูธุรกิจเคาน์เตอร์เซอร์วิสว่าจะสามารถรักษารายได้ไม่ให้อ่อนตัวลงไปได้หรือไม่ เนื่องจากปัจจุบันมีการแข่งขันสูง

 

ขณะที่ บล.เคทีบี (ประเทศไทย) แนะนำ “ซื้อ” PLANB ราคาเป้าหมาย 7.70 บาท/หุ้น คาดกำไรสุทธิไตรมาส 1/2562 จะยังคงขยายตัวจากปีก่อน จากการรับรู้รายได้จากการเลือกตั้งของ BNK 48 ผ่านการขายซีดี และบัตร vote อย่างไรก็ตาม กำไรจะลดลงจากไตรมาสก่อน จาก low season ของกลุ่มมีเดีย และ gross profit margin ปรับตัวลดลง จากไตรมาสก่อน จาก depreciation ที่เพิ่มขึ้น การขยาย  media capacity

โดย PLANB ได้ติดตั้งจอ digital screen จำนวน 50 จอทั่วกรุงเทพ และจอที่ Park Paragon เราปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2019 ลง 10% สะท้อนต้นทุนที่สูงกว่าที่เราคาดการณ์เดิม ทำให้กำไรสุทธิอยู่ที่ 793 ล้านบาท ซึ่งยังคงเพิ่มขึ้น 22.2%  คงคำแนะนำ “ซื้อ” แต่ปรับราคาเป้าหมายลงเป็น 7.70 บาท (เดิม 8.00 บาท) อิง DCF (WACC 9.3%, TG 3.4%) ระยะสั้นอัตราการเติบโตของกำไรจะได้รับผลกระทบจากต้นทุน depreciation ที่สูงขึ้นจากการขยาย  media capacity แต่กำไรจะเร่งตัวขึ้นตาม utilization rate ที่ดีขึ้น มองว่า OOH media ยังมีโอกาสขยายตัวอีกมาก มองว่าราคาปัจจุบันของ PLANB ยังน่าสนใจ ปัจจุบัน PLANB เทรดอยู่ที่ 2019 PER 27.2 เท่า ที่ -2SD Avg. PER 46.3 เท่า

บล.บัวหลวง แนะนำ “ซื้อ” GULF ราคาเป้าหมาย 108 บาท/หุ้น โดยมองว่า ผลงานที่ผ่านมาของ GULF พิสูจน์แล้วว่า GULF มีความสามารถในการขยายธุรกิจตามแผน ซึ่งโครงการมากมายภายใต้แผนการขยายของ GULF ณ วันนี้ มีมูลค่ามหาศาล เราจึงเชื่อว่าการเข้าซื้อหุ้น GULF เพิ่มในขณะที่ราคาหุ้นยังไม่แพง เป็นทางเลือกที่ดีกว่าการรอให้ทุกอย่างชัดเจน (เราคาดว่าอย่างน้อย GULF จะชนะการประมูลหลายโครงการ) ดังนั้นเราได้สะท้อนมูลค่าบางส่วนของโครงการที่อาจจะเกิดขึ้นเข้าสู่ประมาณการ และปรับเพิ่มราคาเปาหมาย ณ สิ้นปี 2562 ประเมินด้วยวิธี DCF จาก 87 บาท มาอยู่ที่ 108 บาท โดย GULF เป็นหุ้นที่เราชอบที่สุดในกลุ่มโรงไฟฟา IPP

 

บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) แนะนำ “Outperform” STEC ราคาเป้าหมาย 32 บาท/หุ้น คาดว่าปี 2562 จะเป็นอีกปีที่ดีสำหรับ STEC เนื่องจากโมเมนตั้มของกำไรยังเร่งตัวขึ้นจากการรับรู้รายได้แบบ S-curve ที่ชันขึ้นของโครงการรถไฟฟ้า (สายสีส้ม ชมพู และเหลือง) ซึ่งรายได้ใน 4Q61 ก็ช่วยยืนยันมุมมององเรา ทั้งนี้ เราคาดว่ากำไรปกติปี 2562-63 จะโตเฉลี่ยปีละ 21.3% เมื่อสิ้นเดือนมกราคม 2562 STEC มียอด backlog สูงถึง 1.05 แสนล้านบาท เราคาดว่า backlog ในปีนี้น่าจะขยับอยู่ในช่วง 1.0-1.10 แสนล้านบาท เนื่องจากมีโครงการภาครัฐหลายโครงการที่เดินหน้าไปสู่ช่วงของการออก TOR และเปิดประมูล นอกจากนี้ เรายังปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2562 ขึ้นอีก 9.3% เนื่องจากยอดรับรู้รายได้ของโครงการรถไฟฟ้าเร่งตัวขึ้นแบบ S-Curve เร็วเกินคาด เรายังคงคำแนะนำซื้อ และให้ราคาเป้าหมายปี 2562 ที่ 32.0 บาท อิงจาก PER ที่ 30 เท่า

บล.เอเซีย พลัส แนะนำ “ซื้อ” AMATA ราคาเป้าหมาย 35.70 บาท/หุ้น โดยผู้บริหาร AMATA ระบุว่าปี 2562 ตั้งเป้าหมายขาย Presales ที่ 1,075 ไร่ งบลงทุน 5 พันล้านบาท เพื่อจัดซื้อและพัฒนาที่ดินพร้อมปรับเพิ่มราคาขายที่ดินเพื่อให้สอดคล้องกับราคาตลาดปัจจุบันที่ได้อานิสงค์จากโครงการ EEC โดยราคาขายที่ดินนิคมฯอมตะซิตี้ ชลบุรี จะอยู่ที่ไร่ละ 11 ล้านบาท จากเดิม 8.5 ล้านบาท และนิคมฯอมตะซิตี้ระยองจะอยู่ที่ 4.5 ล้านบาท จากเดิม 3.8 ล้านบาท

ทั้งนี้ ปีที่ผ่านมา AMATA สามารถขาย Presales ที่ดินนิคมฯได้ 848 ไร่ (เป็นยอดขายในไทย 823 ไร่ และยอดขายในเวียดนาม 25 ไร่) สำหรับปี 2562 บริษัทตั้งเป้าหมายขายที่ดินนิคมฯไว้ที่ 1,075 ไร่ (เป็นยอดขายในไทย 950 ไร่ และยอดขายในเวียดนาม 125 ไร่) มากกว่าประมาณการของฝ่ายวิจัยที่กำหนดไว้เท่ากับ 625 ไร่ โดยเป็นยอดขายในไทยทั้งจำนวน เนื่องจากการเวนคืนที่ดินเวียดนามล่าช้าจึงยังไม่รวมยอดขายใหม่ในเวียดนามไว้ในประมาณการ ขณะที่การเพิ่มราคาขายที่ดินนิคมฯอมตะซิตี้ชลบุรีจากเดิม 29% เป็น 11 ล้านบาท/ไร่ และนิคมฯอมตะซิตี้ระยองเพิ่มขึ้น 18% จากเดิมเป็น 4.5 ล้านบาท/ไร่ ฝ่ายวิจัยมองว่าจะส่งผลบวกต่อการรับรู้รายได้และอัตรากำไรสำหรับธุรกิจนิคมฯในปี 2563 เป็นต้นไป เชื่อว่ากำไรปี 2562 จะเติบโต 71.7% จากปีก่อน

โดยปัจจุบันมี Backlog รองรับการรับรู้รายได้เพิ่มขึ้นจากตัวเลขสิ้นปี 2562 ที่ 3.6 พันล้านบาท เพราะสามารถขาย Presales เข้ามาเพิ่มแล้วกว่า 100 ไร่ จากต้นปีจนถึงเดือน ก.พ. 2562 และคาดปี 2563 กำไรเติบโต 11% จากปีก่อน โดยมี Upside เพิ่มจากการปรับขึ้นราคาขายที่ดิน  คงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 35.70 บาท อิงวิธี NAV (Net Asset Value)

 

บล.ทรีนีตี้ แนะนำ “ซื้อ” CK ราคาเป้าหมาย 32 บาท/หุ้น คาดจะมี Backlog ใหม่ ไม่ต่ำกว่า 4.5 หมื่นล้านบาท เข้ามาภายในปี 2563 คาดว่ารายได้จากการก่อสร้างในปี 2562 ยังคงอยู่ระหว่าง 2.5-2.9 หมื่นล้านบาท ทว่าจะมีรายได้ส่วนเพิ่มจากการขายหุ้นบริษัทลูกเป็นรายได้และเงินปันผลส่วนเพิ่มเข้ามา อย่างไรก็ดี ในปี 2563 คาดว่ารายได้จากการก่อสร้างของ CK จะขยับขึ้นเป็น 3.5 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ มองว่าจุดอ่อนของ CK ที่มี Backlog อยู่ค่อนข้างน้อย ราวเกือบ 5 หมื่นล้านบาทนั้น น่าจะเป็นเรื่องชั่วคราว โดยคาดจะมี Backlog ใหม่ มูลค่าไม่ต่ำกว่า 4.5 หมื่นล้านบาท เข้ามาภายในปี 2563 คงคำแนะนำ ซื้อ ที่ราคาเป้าหมาย 32 บาท ด้วยวิธี SOTP