ความลงตัวของ NOBLE

6 ปีที่ผ่านมาของนายกิตติ ธนากิจอำนวย เป็นช่วงเวลาแห่งความว้าวุ่นและปั่นป่วนในการรับมือกับอนาคตของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่เขาบุกเบิกขึ้นมา บริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ NOBLE แต่นับจากนี้ไปเขาคงหายว้าวุ่นเสียที

พลวัตปี 2019 : วิษณุ โชลิตกุล 

6 ปีที่ผ่านมาของนายกิตติ ธนากิจอำนวย เป็นช่วงเวลาแห่งความว้าวุ่นและปั่นป่วนในการรับมือกับอนาคตของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่เขาบุกเบิกขึ้นมา บริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ NOBLE แต่นับจากนี้ไปเขาคงหายว้าวุ่นเสียที

ความลงตัวจากดีลซื้อขายหุ้นล่าสุดที่ทำให้นายกิตติลดการถือครองหุ้นลงจาก 48.46% เหลือแค่ 18.86% และไม่ได้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการและตำแหน่งบริหารอื่นใด น่าจะพึงพอใจได้บางส่วน หรือทั้งหมด

6 ปีก่อน NOBLE ตกเป็นเหยื่อของการไล่ล่ากิจการเมื่อแรกสุดกงสีส่วนตัวของตระกูลณรงค์เดช (กลุ่ม KPN) ทำการเก็บหุ้นในกระดานแล้วโอนต่อไปให้กับ Esteemed Network Group (จดทะเบียนในบริติชเวอร์จินไอส์แลนด์ (BVI) ที่ยากจะสืบค้นเจ้าของที่แท้จริง) แล้วกองทุนลึกลับก็ทำการเก็บหุ้นเพิ่มจนกลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อันดับหนึ่ง 

จากนั้นก็จัดการโอนหุ้นต่อไว้ในกำมือของ Mr.Stephane Michale Rosales สัญชาติเม็กซิกัน แต่มีถิ่นที่อยู่ในฮ่องกงเป็นเจ้าของหุ้น (ที่รับช่วงโอนต่อมาจาก Esteemed Network Group) โดยนาย Stephane แจ้งข้อมูลต่อก.ล.ต.เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2560 ว่ารับโอนมาจากบริษัทดังกล่าวจำนวน 2 รายการ

ปฏิบัติการดังกล่าวสร้างแรงกดดันอย่างมาก แรกสุดกลุ่มนายกิตติดิ้นรนด้วยวิธีการเดิม ๆ ของธุรกิจ “แบบไทย ๆ” นั่นคือการหาทางเพิ่มทุนเพื่อให้ NOBLE กลับมาเป็นของกลุ่มตนเหมือนเมื่อก่อตั้งด้วยปฏิบัติการ “แหกกติกา” ในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2556 ในวันที่ 28 เมษายน 2557 เพื่อเพิ่มทุน 200 ล้านหุ้นของ NOBLE แล้วขายแบบเฉพาะเจาะจงให้กับกลุ่มนายกิตติในราคาหุ้นละ 12.00 บาทอันเป็นปฏิบัติการ “ลักหลับ” แบบดิบเถื่อนอันลือลั่น

ปฏิบัติการเพิ่นทุนแบบ “ลักหลับ” เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2557 อันอื้อฉาวถูกศาลแพ่งกรุงเทพใต้เมื่อปี 2557 สั่งเป็นโมฆะ

แม้ต่อมาจะมีความพยายามเพิ่มทุนของ NOBLE จากกลุ่มนายกิตติระลอกใหม่ในปี 2558 โดยคณะกรรมการบริษัทได้มีมติให้เพิ่มทุนจดทะเบียนจำนวน 900 ล้านบาทโดยออกหุ้นแบบ RO ขายผู้ถือหุ้นเดิม 150 ล้านหุ้นและขายแบบเฉพาะเจาะจงอีก 150 ล้านหุ้นในราคาหุ้นละ 3.00 บาทก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

เมื่อปีก่อนนายกิตติร่วมกับกองทุนซึ่งอ้างว่าเป็นบริษัทที่ถือหุ้นโดยกลุ่มนายกิตติในชื่อ nCrowne Pte. Ltd. ที่ตั้งขึ้นในสิงคโปร์ขยับตัวครั้งสำคัญยึดบริษัทกลับคืนโดยนายกิตติเองซื้อหุ้นคิดเป็น 26.31% ทำให้นายกิตติถือหุ้นเพิ่มเป็น 34.27% จากเดิม 7.96% และ nCrowne จะเข้าถือหุ้น 22.83%

การซื้อหุ้นดังกล่าวเป็นการซื้อจากผู้ถือหุ้น Mr.Stephane Michale Rosales ทั้งหมด โดยระบุว่าซื้อขายกันที่ราคาหุ้นละ 12.25 บาทแต่ไม่ได้มีการระบุเงื่อนไขกำกับอื่น ๆ ตามมา

ดีลใหญ่ครั้งนั้นมีผลให้การถือครองหุ้น NOBLE เกินกว่า 50% ในกำมือของ Mr.Stephane Michale Rosales สัญชาติเม็กซิกันแต่มีถิ่นที่อยู่ในฮ่องกงเป็นเจ้าของหุ้น (ที่รับช่วงโอนต่อมาจาก Esteemed Network Group) โดยนาย Stephane แจ้งข้อมูลต่อก.ล.ต.เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2560 ว่ารับโอนมาจากบริษัทดังกล่าวจำนวน 2 รายการ) จบสิ้นลง

ผลของการทุ่มเงินครั้งนั้นทำให้ภายหลังการทำรายการดังกล่าวโครงสร้างการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นรายใหญ่เปลี่ยนแปลงไปโดยหลังจากที่นายกิตติและ nCrowne ได้แจ้งประกาศเจตนาในการเข้าซื้อหุ้นเพื่อครอบงำกิจการ NOBLE ราคาที่เสนอซื้อ 12.25 บาท/หุ้น

หลังการทำเทนเดอร์ออฟเฟอร์และการขยับอีกเล็กน้อยทำให้สัดส่วนการถือครองของนายกิตติใน NOBLE เป็นมีสัดส่วนรวม 48.46% และฝ่าย nCrowne Pte. Ltd. ถือเพิ่มหุ้นเป็น 24.90%

ดีลซื้อขายหุ้นครั้งล่าสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาจากการทำบิ๊กล็อต 12 รายการเป็นการทำรายการรวมทั้งสิ้น 196.82 ล้านหุ้น ราคาเฉลี่ยหุ้นละ 13.04 บาท มูลค่าซื้อขายรวม 2,566.54 ล้านบาท ทำให้หลังดีลจบลงไม่ต้องมีการทำเทนเดอร์ออฟเฟอร์ โดย 4 ผู้ถือหุ้นใหญ่สุดของบริษัทถือหุ้นต่ำกว่า 25% ทั้งสิ้น ได้แก่ 1. nCrowne Pte. Ltd. ถือครองหุ้นลดลงจากสัดส่วนเดิม 24.90% เหลือ 23.70% 2. นายธงชัย บุศราพันธ์ หลานชายนายกิตติ อดีตกรรมการผู้จัดการ กลับเข้าถือหุ้น 23.32% 3. นายกิตติลดการถือครองหุ้นลงจาก 48.46% เหลือแค่ 18.86% และ 4. พันธมิตรใหม่บริษัท บีทีเอสกรุ๊ปโฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) (BTS) ถือครองหุ้น 9.9% ถือว่าโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหญ่มีดุลยภาพ

นอกจากนั้นยังเป็นการเปิดตัวทางการครั้งแรกของกองทุนลึกลับที่เคยอ้างว่าเป็นของกลุ่มนายกิตติเองว่าชื่อฟัลครัมโกลบอลแคปิตอล (Fulcrum Global Capital) ซึ่งมีนายแฟรงค์ เหลียง เป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมดเป็นกองทุน Private Equity ที่ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ระหว่างประเทศและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในสหราชอาณาจักร จีน ญี่ปุ่น และประเทศไทย แสดงตัวว่าเป็นคนละกลุ่มกับนายกิตติ ไม่เกี่ยวข้องกัน

หลังประกาศดีลมีการปรับโครงสร้างการบริหารใน NOBLE ใหม่ทันที โดยแต่งตั้งนายธงชัยเข้าเป็นประธานกรรมการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วมคนที่ 1 และกรรมการผู้จัดการดูแลการดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทั้งแนวราบและตึกสูง ส่วนนายแฟรงค์ เหลียง (Frank Leung) เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วมคนที่ 2 จะร่วมบริหารงานในภาพรวม โดยจะเน้นเรื่องการดำเนินการการตลาดและการลงทุนในต่างประเทศ

การแต่งตั้งครั้งนี้ถือเป็นการหวนคืนวงการอย่างยิ่งใหญ่ของนายธงชัยหลังจากหายหน้าไป 7 ปี 

ส่วนนายกิตติที่ปล่อยหุ้นและอำนาจออกจากมือจะถึงขั้นล้างมือในอ่างทองคำหรือไม่ ไม่สำคัญอะไรอีกต่อไป