KAsset ควักเงินปันผล K-PROP กว่าพันล้านบาท

KAsset ควักเงินปันผล K-PROP กว่าพันล้านบาท

นางสาวธิดาศิริ ศรีสมิต รองกรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด หรือ บลจ.กสิกรไทย (KAsset) เปิดเผยว่า บลจ.กสิกรไทย เตรียมจ่ายปันผลกองทุนเปิดเค พร็อพเพอร์ตี้ เซคเตอร์ (K-PROP) สำหรับรอบผลการดำเนินงานตั้งแต่ 1 มิถุนายน 2562 ถึง 31 สิงหาคม 2562 ในอัตรา 0.58 บาทต่อหน่วย โดยมีกำหนดจ่ายปันผลในวันที่ 13 กันยายน 2562 รวมมูลค่าทั้งสิ้น 1,146.49 ล้านบาท

โดยกองทุน K-PROP ได้รับการจัดอันดับ Overall Morningstar Rating 5 ดาว ในกลุ่ม Property – Indirect Global (ข้อมูลจาก Morningstar ณ วันที่ 31 ก.ค. 62) โดยมีนโยบายที่เน้นลงทุนในตราสารหมวดอสังหาริมทรัพย์ทั้งในไทยและต่างประเทศโดยเฉพาะในสิงคโปร์ อาทิ หน่วยลงทุนของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ (Property Fund) และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund)

รวมถึงหน่วยทรัสต์ของกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) เป็นต้น ซึ่งนับตั้งแต่จัดตั้งกองทุนเมื่อปี 2559 กองทุนได้มีการจ่ายปันผลให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนมาอย่างต่อเนื่องติดต่อกันทุกปี รวมแล้วทั้งสิ้น 10 ครั้ง เป็นเงิน 3.50 บาทต่อหน่วย ทั้งนี้ สำหรับผลการดำเนินงานย้อนหลัง 6 เดือน 1 ปี และ 3 ปี อยู่ที่ 15.50%, 20.85% ต่อปี และ 12.65% ต่อปี ตามลำดับ ซึ่งสามารถเอาชนะเกณฑ์มาตรฐานได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยกองทุนมีอัตราส่วนเงินปันผลตอบแทน 4 ไตรมาสย้อนหลัง (Dividend Yield) อยู่ที่ 14.21% ต่อปี (คำนวณ Dividend Yield ณ วันที่ 2 ก.ย. 62)

กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ในช่วงที่ผ่านมาได้ปรับตัวขึ้นมามาก โดยได้รับอานิสงส์จากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ ประกอบกับเศรษฐกิจโลกที่ยังคงชะลอตัวจากประเด็นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน ส่งผลให้แนวโน้มดอกเบี้ยยังคงอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งเป็นผลดีต่อการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทนี้

อีกทั้งสินทรัพย์ดังกล่าวยังคงมีรายได้ที่สม่ำเสมอจากค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ และมีความผันผวนน้อยกว่าหุ้น โดยการลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ของไทยและสิงคโปร์ มีอัตราจ่ายปันผลอยู่ที่ประมาณ 5% ซึ่งสูงกว่าตลาดโดยรวม ทั้งนี้ บลจ.กสิกรไทย ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อการเข้าลงทุน โดยมองว่าเป็นทางเลือกที่น่าสนใจภายใต้สภาวะตลาดที่มีความผันผวนดังเช่นในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามประเด็นสงครามการค้า รวมถึงทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่จะส่งผลต่อการลงทุนในระยะยาว” นางสาวธิดาศิริกล่าว