น้ำมันจะพุ่งแรงแค่ไหน?

ตลาดพลังงานเกิดความวุ่นวายอีกครั้งหลังจากสุดสัปดาห์ที่ผ่านมากบฏฮูตีในเยเมนใช้โดรนโจมตีโรงกลั่นน้ำมันสองแห่งของบริษัทซาอุดี อารามโก จนทำให้ซัพพลายน้ำมันหายไปถึง 5.7 ล้านบาร์เรล สิ่งที่ทุกคนอยากรู้หลังจากเกิดเหตุการณ์นี้ คือราคาน้ำมันจะพุ่งรุนแรงขนาดไหน? และจะมีปฏิบัติการทางทหารหรือไม่?


พลวัตปี 2019 : ฐปนี แก้วแดง

ตลาดพลังงานเกิดความวุ่นวายอีกครั้งหลังจากสุดสัปดาห์ที่ผ่านมากบฏฮูตีในเยเมนใช้โดรนโจมตีโรงกลั่นน้ำมันสองแห่งของบริษัทซาอุดี อารามโก จนทำให้ซัพพลายน้ำมันหายไปถึง 5.7 ล้านบาร์เรล สิ่งที่ทุกคนอยากรู้หลังจากเกิดเหตุการณ์นี้ คือราคาน้ำมันจะพุ่งรุนแรงขนาดไหน? และจะมีปฏิบัติการทางทหารหรือไม่?

ความจริงแล้วการใช้โดรนโจมตีในซาอุฯ ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก แต่การโจมตีที่เกิดขึ้นในช่วงไม่นานมานี้ส่วนใหญ่ก็ย้ำให้เห็นถึงความเปราะบางในการผลิตน้ำมันบนคาบสมุทรอาระเบีย และผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่มีต่อโลก

ตามรายงานของกัลฟ์ นิวส์ โดรนสู้รบจำนวนสิบลำได้โจมตีโรงกลั่น Abqaiq ในแหล่งน้ำมัน Buqyaq และ Khurais ของบริษัทซาอุดี อารามโกเมื่อเวลา 03.31 น.และ 03.42 น.ตามเวลาท้องถิ่นเมื่อวันเสาร์ ซาอุดี อารามโก กล่าวว่า โรงกลั่น Abqaiq เป็นโรงกลั่นน้ำมันดิบที่ใหญ่สุดในโลก ในขณะที่แหล่งน้ำมัน Khurais ถือเป็นแหล่งน้ำมันที่ใหญ่เป็นอันดับสองของซาอุฯ

เชื่อกันว่าการโจมตีนี้เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างกบฏฮูตีในเยเมน กับซาอุดีอาระเบียซึ่งมีมาตั้งแต่ปี 2557 เมื่อพวกฮูตีเข้ายึดเมืองซานา ซึ่งเป็นเมืองใหญ่สุดของเยเมน และพันธมิตรที่นำโดยซาอุดีอาระเบียได้โจมตีทางทหารเพื่อยับยั้งการขยายอิทธิพลของฮูตี

เป็นเวลาหลายปีมาแล้วที่การโจมตีทางอากาศซึ่งมีซาอุฯ เป็นแกนนำ ได้สังหารชาวเยเมนไปเป็นจำนวนมาก ในขณะที่พวกฮูตีตอบโต้ซาอุฯ โดยใช้โดรนและยิงขีปนาวุธ  และยังได้พุ่งเป้าโจมตีเรือในทะเลแดงด้วย

แต่การโจมตีด้วยโดรนเมื่อวันเสาร์ถือเป็นการโจมตีครั้งใหญ่สุดต่อสาธารณูปโภคน้ำมันของซาอุฯ นับตั้งแต่ซัดดัม ฮุสเซน ผู้นำอิรักยิงขีปนาวุธใส่ซาอุฯ ในช่วงปีค.ศ.1990 ในระหว่างสงครามอ่าวเปอร์เซียร์ครั้งที่หนึ่ง ดังนั้นราคาน้ำมันจึงพุ่งขึ้นเกือบ 20% ในตอนแรกแม้ว่าจะอ่อนตัวลงเหลือประมาณ 14.5% ในวันต่อมา แต่ถึงกระนั้นก็ตามยังถือว่าเป็นการเคลื่อนไหวในวันเดียวที่มากที่สุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2559

ราคาน้ำมันจะพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงขนาดไหนน่าจะขึ้นอยู่กับว่า จะแก้ปัญหาในการผลิตน้ำมันนานขนาดไหน และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะบานปลายกลายเป็นความขัดแย้งทางทหารหรือไม่

กลุ่มกบฏฮูตีซึ่งเป็นพันธมิตรกับอิหร่าน ออกมาอ้างความรับผิดชอบต่อการโจมตี แต่ ไมค์ พอมเพว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่า อิหร่านอยู่เบื้องหลัง และกระทรวงต่างประเทศซาอุฯแถลงว่า ผลการสอบสวนชี้ว่า มีการใช้อาวุธของอิหร่านในการโจมตี

อย่างไรก็ดี ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่าเขาไม่รีบร้อนที่จะตอบโต้ต่อการโจมตีโรงงานผลิตน้ำมันของซาอุฯ แม้จะกล่าวว่า “มันเป็นการโจมตีที่ใหญ่มากที่สามารถเจอกับการโจมตีที่ใหญ่กว่ามากได้” นอกจากนี้ทรัมป์ยังบอกว่าพอมเพวได้เดินทางไปซาอุฯ และสหรัฐฯ ได้ติดต่อกับประเทศในยุโรปซึ่งรวมถึงฝรั่งเศสที่ยังคงเป็นชาติเดียวที่ทำข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่านอยู่

ฟังแค่นี้ก็น่าจะยังไม่อาจวางใจได้มากนักว่าจะไม่มีการเคลื่อนไหวอะไรหลังจากนี้ และเพราะว่านี่เป็นหนึ่งในแหล่งพลังงานที่สำคัญเชิงยุทธศาสตร์มากสุดในโลก หากไม่ทำอะไรเลยก็อาจจะเป็นการเปิดไฟเขียวให้มีการโจมตีอีกได้และพวกฮูตีเองก็ยังออกมาขู่ว่าจะโจมตีอีก

นักวิเคราะห์สำนักต่าง ๆ ได้คาดการณ์ถึงแนวโน้มราคาน้ำมันราคาแตกต่างกันไป แต่ส่วนใหญ่เชื่อว่าจะสูงกว่า 75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

เฮลิมา ครอฟต์ หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์โภคภัณฑ์ของอาร์บีซี แคปิตอล มาร์เก็ต มองว่า การใช้โดรนโจมตีโรงกลั่นซาอุฯ อาจเป็นตัวเปลี่ยนเกมพลวัตในตะวันออกกลางได้ โดยน้ำมันดิบเบรนต์อาจกลับไปอยู่ที่ระดับ 75.60 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับสูงของปีนี้ และในกรณีที่เหตุการณ์บานปลายรุนแรงมากขึ้น อาจพุ่งขึ้นไปถึง 86.74 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับที่ทำไว้เมื่อเดือนตุลาคม 2561 นอกจากนี้ยังกล่าวว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจทำให้ราคาน้ำมันถึง 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้หากเป็นเมื่อ 5 ปีก่อน แต่ในครั้งนี้ ราคาน้ำมันอาจจะถึง 100 ดอลลาร์

ส่วนนักวิเคราะห์ของโกลด์แมน แซคส์ กล่าวว่า ปัญหาในการผลิตน้ำมันที่นานมากขึ้นอาจส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอย่างรุนแรง ตัวอย่างเช่น หากระดับการผลิตในปัจจุบันยังคงต่ำเป็นเวลานานกว่า 6 สัปดาห์ น้ำมันดิบเบรนต์อาจจะดีดตัวอย่างรวดเร็วเป็น 75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ เนื่องจากน้ำมันดิบเบรนต์เป็นมาตรฐานน้ำมันระหว่างประเทศที่มักอ่อนไหวต่อเหตุการณ์ในตะวันออกกลางมากกว่าน้ำมันชนิดอื่น ๆ

ด้านนักวิเคราะห์ของบาร์เคลย์ กล่าวว่า ราคาน้ำมันอาจจะถึง 75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลหากหยุดผลิตเป็นเวลานาน และมองว่าในเวลาประมาณสามสัปดาห์ซัพพลายน้ำมันซาอุฯ จะเริ่มลดลง ซึ่งหากซาอุฯ ใช้เวลานานในการแก้ปัญหา ราคาน้ำมันอาจจะเริ่มพุ่งขึ้นอีกครั้ง

เอส แอนด์ พี โกลบัล แพลตส์ ประเมินว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนต์อาจจะเพิ่มขึ้นจากระดับปัจจุบัน 5 หรือ 10 ดอลลาร์ และหากซาอุดี อารามโก ยังไม่สามารถกลั่นน้ำมันได้เป็นเวลานาน ราคาน้ำมันอาจพุ่งขึ้นเหนือ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้อย่างง่ายดาย

มีการประเมินว่ากำลังการผลิตที่หายไป 5.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือ 5% ของซัพพลายทั่วโลกอาจจะต้องใช้เวลากอบกู้นานกว่าที่ทางการได้อ้างไว้ และถึงแม้ว่าซาอุฯ ได้ส่งออกน้ำมันลดลงในปีนี้ แต่น้ำมันดิบในสต๊อกก็พร่องลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 10 ปี ดังนั้นซาอุฯ เพียงชาติเดียวจึงไม่สามารถชดเชยกับปัญหาในการผลิตน้ำมันในตะวันออกกลางได้เหมือนที่เคยเป็น และอาจจำเป็นต้องปล่อยน้ำมันสำรองจากทั่วโลกเพื่อยับยั้งไม่ให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นมาก

ตามความเห็นของนักวิเคราะห์ สหรัฐฯ อาจจะช่วยบรรเทาราคาน้ำมันได้อย่างมีประสิทธิผลในระยะใกล้ แต่สหรัฐฯ ไม่สามารถทดแทนปริมาณน้ำมันที่หายไปอย่างรวดเร็วได้เนื่องจากต้องใช้เวลาเพื่อเคลื่อนย้ายเรือบรรทุกน้ำมันและเรือขนส่งน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ก็มีขีดจำกัดในการส่งออก

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางมีขึ้นในขณะที่ตลาดหุ้นกำลังพุ่งสูงสุดตลอดกาลและในขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กำลังจะตัดสินใจนโยบายเงินในวันพุธนี้  จึงทำให้มีการคาดการณ์ใหม่ว่า เฟดอาจจะไม่ลดดอกเบี้ยก็เป็นได้

อย่างไรก็ดี ธนาคารกลางสหรัฐได้พูดถึงการเคลื่อนไหวในตลาดน้ำมันในช่วงที่ผ่านมาว่า เป็นเพียงปัจจัยชั่วคราวเท่านั้น ดังนั้นการดีดตัวของราคาน้ำมันล่าสุด ไม่น่าจะทำให้เฟดไม่ลดดอกเบี้ย ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น ตลาดหุ้นน่าจะยังคงปรับตัวขึ้นได้

Back to top button