KTAM ออกกองตราสารหนี้ ขาย 16-20 มี.ค.

KTAM ออกกองตราสารหนี้ ขาย 16-20 มี.ค.


นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บลจ.กรุงไทย หรือ KTAM เปิดเผยว่า บริษัทอยู่ในระหว่างการเปิดจำหน่าย 2 กองทุน คือ กองทุนเปิดกรุงไทยประจำ 3 เดือนมุ่งรักษาเงินต้น 1 และกองทุนเปิดกรุงไทย ทริกเกอร์ ฟันด์ 3 เพื่อเป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้ลงทุนในช่วงสภาวะความผันผวนของเศรษฐกิจปัจจุบันที่ SET Index มีการปรับตัวลดลงประมาณ 30% ในปีนี้ (ข้อมูล ณ วันที่ 12 มี.ค. 63) รวมถึงตลาดอื่นๆ ที่มีการปรับตัวในระดับใกล้เคียงกันอัน เนื่องมาจากหลายปัจจัย อาทิ ความกังวลต่อการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในหลายภูมิภาคทั่วโลก และปัจจัยกดดันจากราคาน้ำมัน

โดยกองทุนเปิดกรุงไทยประจำ 3 เดือนมุ่งรักษาเงินต้น 1( KTFIX3M1) เปิดขายตั้งแต่วันที่  16-20 มี.ค.63 มีอายุโครงการประมาณ 3 เดือน เน้นลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐ เงินฝาก/บัตรเงินฝากธนาคารพาณิชย์ในประเทศ โดยตราสารที่คาดว่าจะลงทุน คือ พันธบัตรรัฐบาล ตั๋วเงินคลัง พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย ในสัดส่วน 100% มีระดับความเสี่ยงของกองทุนที่ระดับ 4 คือ ปานกลางค่อนข้างต่ำ ผลตอบแทนของกองทุนอยู่ที่ประมาณ 0.50% ต่อปี  ซึ่งผลตอบแทนที่ผู้ถือหน่วยลงทุนได้รับไม่เสียภาษี ยกเว้นผู้ถือหน่วยลงทุนนิติบุคคลต่างประเทศที่ไม่ประกอบกิจการในประเทศไทย เหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่เน้นการได้รับผลตอบแทนในจำนวนเงินที่แน่นอนและต้องการไถ่ถอนหน่วยลงทุนเพื่อรับเงินในช่วงเวลา 3 เดือน

ทั้งนี้ สภาวะตลาดตราสารหนี้ในช่วงสัปดาห์ที่ 28 ก.พ.-6 มี.ค.63 ที่ผ่านมา อัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ในประเทศมีการปรับตัวลดลงทุกช่วงอายุตามแรงซื้อของนักลงทุนในประเทศจากกระแส Risk off อันเนื่องจากความกังวลต่อการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่มีการตรวจพบผู้ติดเชื้อรายใหม่นอกประเทศจีนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนส่งผลกระทบกับการขยายตัวของ เศรษฐกิจไทย อัตราเงินเฟ้อ และโอกาสที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะทำการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมในวันที่ 25 มีนาคม ที่จะถึงนี้ ภายหลัง Fed มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนอกรอบถึง 50 bps.

อย่างไรก็ดีตลาดยังจับตาดู Bond Supply หลัง พ.ร.บ.งงบประมาณปี 2563 มีผลบังคับใช้ โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมานักลงทุนต่างชาติเป็นยอดขายสุทธิจำนวน 12,964 ล้านบาท  และอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอเมริกา มีการปรับตัวลดลงทุกช่วงอายุตามแรงซื้อเพื่อลดความเสี่ยงจากการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วของไวรัสโควิด-19 ที่อาจฉุดเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยและส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาที่มีการตรวจพบผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยนอกรอบ (Emergency Rate Cut) ถึง 50 bps.สู่ระดับ 1.00%-1.25% ต่อปี และ คาดว่าอาจมีการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีกในการประชุมวันที่ 17-18 มี.ค.63 โดยสรุปอัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้อายุคงเหลือ 2 ปีปรับตัวลดลง 37 bps. มาอยู่ที่ 0.49% ต่อปี อายุคงเหลือ 5 ปี ปรับตัวลดลง 31 bps. มาอยู่ที่ 0.58% ต่อปี และอายุคงเหลือ 10 ปี ปรับตัวลดลง 39 bps. มาอยู่ที่ 0.74% ต่อปี

Back to top button