สรุปภาวะตลาดต่างประเทศ ประจำวันที่ 23 มิ.ย. 2563

สรุปภาวะตลาดต่างประเทศ ประจำวันที่ 23 มิ.ย. 2563

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (23 มิ.ย.) ขานรับข้อมูลเศรษฐกิจที่สดใสของสหรัฐ ซึ่งรวมถึงยอดขายบ้านใหม่เดือนพ.ค.ที่ดีดตัวขึ้นแข็งแกร่งกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับแรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ซึ่งนำโดยหุ้นแอปเปิล รวมทั้งความหวังที่ว่า รัฐบาลสหรัฐจะออกมาตรการเยียวยาเศรษฐกิจเพิ่มเติม

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 26,156.10 จุด เพิ่มขึ้น 131.14 จุด หรือ +0.50% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,131.29 จุด เพิ่มขึ้น 13.43 จุด หรือ +0.43% ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 10,131.37 จุด เพิ่มขึ้น 74.89 จุด หรือ +0.74%

 

ตลาดหุ้นยุโรปปิดปรับตัวขึ้นเมื่อคืนนี้ (23 มิ.ย.) โดยได้แรงหนุนจากสัญญาณที่บ่งชี้ว่า กิจกรรมทางธุรกิจในทวีปยุโรปดีดตัวขึ้นเร็วกว่าคาดหลังได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

ดัชนี Stoxx Europe 600 บวก 1.30% ปิดที่ 367.40 จุด

ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 5,017.68 จุด เพิ่มขึ้น 68.98 จุด หรือ +1.39%, ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 12,523.76 จุด เพิ่มขึ้น 260.79 จุด หรือ +2.13% และดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 6,320.12 จุด เพิ่มขึ้น 75.50 จุด หรือ +1.21%

 

ตลาดหุ้นลอนดอนปิดบวกเมื่อคืนนี้ (23 มิ.ย.) โดยได้แรงหนุนจากการที่นายบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษอนุมัติให้ผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์มากขึ้น หลังจากที่จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในอังกฤษลดลง นอกจากนี้ นักลงทุนยังมีความหวังเกี่ยวกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอังกฤษด้วยหลังจากได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 6,320.12 จุด เพิ่มขึ้น 75.50 จุด หรือ +1.21%

 

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดลบเมื่อคืนนี้ (23 มิ.ย.) หลังจากนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า สต็อกน้ำมันดิบจะเพิ่มขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมา นอกจากนี้ จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในสหรัฐ ยังส่งผลให้นักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและความต้องการใช้น้ำมัน

สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนส.ค. ลดลง 36 เซนต์ หรือ 0.9% ปิดที่ 40.37 ดอลลาร์/บาร์เรล

สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนส.ค. ลดลง 45 เซนต์ หรือ 1% ปิดที่ 42.63 ดอลลาร์/บาร์เรล

 

สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 7 ปีเมื่อคืนนี้ (23 มิ.ย.) เนื่องจากการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์ช่วยดึงดูดแรงซื้อทองคำ นอกจากนี้ ความสัมพันธ์อันตึงเครียดระหว่างสหรัฐและจีนยังเป็นปัจจัยหนุนแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ปลอดภัย

สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนส.ค. พุ่งขึ้น 15.60 ดอลลาร์ หรือ 0.88% ปิดที่ 1,782 ดอลลาร์/ออนซ์ ซึ่งเป็นระดับปิดสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 4 ต.ค. 2555

สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนก.ค. เพิ่มขึ้น 16.1 เซนต์ หรือ 0.9% ปิดที่ 18.063 ดอลลาร์/ออนซ์

สัญญาพลาตินัมส่งมอบเดือนก.ค. เพิ่มขึ้น 2.7 ดอลลาร์ หรือ 0.32% ปิดที่ 846.4 ดอลลาร์/ออนซ์

สัญญาพัลลาเดียมส่งมอบเดือนก.ย. เพิ่มขึ้น 9 ดอลลาร์ หรือ 0.5% ปิดที่ 1,951.10 ดอลลาร์/ออนซ์

 

ยูโรและเงินปอนด์แข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (23 มิ.ย.) เนื่องจากนักลงทุนเข้าซื้อสกุลเงินซึ่งเป็นสินทรัพย์เสี่ยง หลังจากเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวได้ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า ข้อตกลงการค้าเฟสแรกระหว่างสหรัฐและจีนยังคงไม่เปลี่ยนแปลง

ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลดลง 0.39% สู่ระดับ 96.6619 เมื่อคืนนี้

ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1312 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1260 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 1.2522 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2471 ดอลลาร์ ส่วนดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่าขึ้นแตะระดับ 0.6936 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.6917 ดอลลาร์สหรัฐ

ดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 106.47 เยน จากระดับ 106.92 เยน และอ่อนค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9444 ฟรังก์ จากระดับ 0.9474 ฟรังก์ แต่หากเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 1.3540 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3524 ดอลลาร์แคนาดา