ลุ้นน้องใหม่ ETC เทรดสนั่นทะลุ 2.70 บ. ขานรับพื้นฐานธุรกิจแกร่ง-อนาคตโต

ลุ้นน้องใหม่ ETC เทรดสนั่นทะลุ 2.70 บ. ขานรับพื้นฐานธุรกิจแกร่ง-อนาคตโต

ผู้สื่อข่าวรายว่า วันนี้ (18 ส.ค.) หุ้นสามัญ ของบริษัท เอิร์ธ เท็ค เอนไวรอนเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ ETC ผู้ประกอบธุรกิจหลักผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน รวมทั้งธุรกิจให้บริการด้านการออกแบบวิศวกรรมโรงไฟฟ้า การจัดหาเครื่องจักรและอุปกรณ์โรงไฟฟ้า และการก่อสร้างโรงไฟฟ้าแบบครบวงจร เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) ในกลุ่มอุตสาหกรรมทรัพยากร โดยมีจำนวนหุ้นจดทะเบียนกับตลท. และหุ้นชำระแล้ว 2,240 ล้านหุ้น พาร์หุ้นละ 0.50 บาท คิดเป็นทุนชำระแล้ว 1,120 ล้านบาท

ขณะที่บริษัทเสนอขายหุ้นให้กับประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) จำนวน 660 ล้านหุ้น จัดสรรให้แก่ประชาชนทั่วไป 605,213,260 หุ้น และจัดสรรให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน) หรือ BWG จำนวน 54,786,740 หุ้น ที่ราคาเสนอขายหุ้นละ 2.60 บาท

โดยนายเอกรินทร์ เหลืองวิริยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ  ETC เปิดเผยว่า การนำหุ้นไอพีโอ ETCเข้าเทรดในวันพรุ่งนี้ 18 สิงหาคม 2563 บริษัทฯ มีความเชื่อมั่นว่าจะได้รับการรับที่ดีจากนักลงทุน เนื่องจาก บริษัทฯ เป็นผู้ผลิตไฟฟ้าที่มีรายได้มั่นคง และไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติโควิด -19 และวิกฤติเศรษฐกิจแต่อย่างใด

อีกทั้ง ETC มีผลประกอบการที่เติบโตอย่างสูงและต่อเนื่อง และ มีนโยบายการจ่ายปันผลที่ 50% ของกำไรสุทธิ จึงมั่นใจว่า ETC จะเป็นที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่สนใจหุ้นเติบโตสูง และ นักลงทุนหุ้นปันผลสูง

สำหรับแนวโน้มธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลังนี้ บริษัทฯ มีแผนการขยายกิจการในอนาคต บริษัทฯได้ศึกษาและวางแผนที่จะประมูลโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดต่างๆ ของภาครัฐ อาทิ เช่นโครงการโรงไฟฟ้าชุมชน 700 เมกะวัตต์ โครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชน 400 เมกะวัตต์ และ โรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรม 44 เมกะวัตต์ ซึ่งทั้งหมดคาดว่าจะเปิดประมูลปลายปีนี้

นอกจากนี้บริษัทฯ มีความมั่นใจ ด้วยศักยภาพของบริษัทและบริษัทแม่ คือ บริษัท เบตเตอร์เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน) หรือ BWG ซึ่งเป็นผู้นำอันดับ 1ด้านการรับบริหารกำจัดกากอุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญ และมีปริมาณขยะอัดก้อน(RDF) ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงที่สำคัญ และมีบริษัทย่อย ที่เป็นผู้รับเหมาในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าขยะและชีวมวลแบบครบวงจร (EPC) จะสามารถประมูลโรงไฟฟ้าได้หลายโครงการ และสร้างการเติบโตให้กับ ETC ได้อย่างยั่งยืนและต่อเนื่อง

ทั้งนี้ บล.คันทรี่ กรุ๊ป ระบุในบทวิเคราะห์ ประเมินมูลค่าเหมาะสมหุ้น ETC ที่ 2.63 บาทต่อหุ้น ด้วยวิธี DCF โดยใช้ WACC ที่ 5.7% และ Terminal Growth ที่ 1 % เทียบเท่า 20.5 เท่า PE ปี 2564 อิงกับสมมติฐานสัญญาขายไฟจากโรงไฟฟ้ารวม 16.5 MW รับรู้เต็มปีในปี 2563 และจะเพิ่มอีก 24 MW จากการ COD โรงไฟฟ้าใหม่ช่วยปลายปี 2565 ส่งผลให้มีรายได้จากการขายไฟฟ้ารวม 40.5 MW รับรู้เต็มปีในปี 2566

สำหรับจุดเด่นของบริษัทฯ คือ บริษัทมีรายได้มีความมั่นคงสูง จากการเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP) ที่ใช้เชื้อเพลิง RDF จากการแปรรูปขยะชุมชนและขยะอุตสาหกรรมเป็นวัตถุดิบ ด้วยสัญญาระยะยาว 20 ปีกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และมีโอกาสเติบโตจากแผนเข้าประมูลโรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรมขนาด 44 MW จากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานภายในปีนี้

ทั้งนี้คาดว่ากำไรสุทธิปี 2563-2565 เติบโต 71% ต่อปี จากสมมติฐานรายได้จากการจำหน่ายไฟฟ้าที่เติบโตปีละ 32% ตามการรับรู้รายได้จากการจาหน่ายไฟฟ้าของบริษัทย่อย RH และ AVA เต็มปี ในปี 2563-2565 และอัตรากำไรขั้นต้นที่เพิ่มขึ้นเป็น 60% -62% ในปี 2563-2565 ตามลำดับ จากค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าที่เป็นต้นทุนคงที่ต่อรายได้มีแนวโน้มลดลง

ส่วนบล.ฟินันเซีย ไซรัส ระบุในบทวิเคราะห์ ประเมินราคาหุ้น ETC ตามปัจจัยพื้นฐานปี 2563 ที่ 2.70 บาท แบ่งเป็นมูลค่าของโรงไฟฟ้าที่ดำเนินการอยู่ 16.5 MW เท่ากับ 2.20 บาท และอีก 0.50 บาทมาจาก PPA ที่เพิ่ม 5 MW

ทั้งนี้คาดว่ารายได้และกำไรจะขยับฐานขึ้นเป็น 691.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 90.8% เมื่อเทียบจากปีก่อน และ 101.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 76.4% เมื่อเทียบจากปีก่อน ตามลำดับในปี 25632020 จากการรับรู้รายได้จากโรงไฟฟ้าครบทั้ง 3 แห่งจานวน 16.5 MW ตั้งแต่ไตรมาส 2/63 เป็นต้นไป

อีกทั้งยังคาดว่ารายได้และกำไรสุทธิในปี 2563 จะเพิ่มขึ้น 4.7% เมื่อเทียบจากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 24.6เมื่อเทียบจากปีก่อน  ตามลำดับ และคาดว่าจะเริ่มเติบโตน้อยลงจนถึงปี 2567 จนกว่าจะได้สัญญาเพิ่ม ประเมินมูลค่าเหมาะสมตามปัจจัยพื้นฐาน