“คมนาคม” สั่งชะลอลงทุนทางคู่ เฟส 2 หลังพิษ “โควิด” ฉุดศก.ทรุด รัฐแบกภาระหนี้สูง

"กระทรวงคมนาคม" สั่งชะลอลงทุน 7 โครงการรถไฟทางคู่ เฟส 2 หลังพิษ "โควิด" ฉุดศก.ทรุด รัฐแบกภาระหนี้สูง ดัน "ขอนแก่น-หนองคาย" เส้นทางเชื่อมลาว-จีน ก่อน ชี้เป็นยุทธศาสตร์ชาติ

นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง เปิดเผยภายหลังการประชุมจัดลำดับความสำคัญโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 ว่า ที่ประชุมได้หารือร่วมกับผู้แทน สำนักงบประมาณ สำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในการขับเคลื่อนโครงการรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 จำนวน  7 โครงการ ระยะทาง 1,483 กม.วงเงินลงทุนรวมกว่า 2.73 แสนล้านบาท ได้แก่ ปากน้ำโพ-เด่นชัย, เด่นชัย-เชียงใหม่, ขอนแก่น-หนองคาย, ชุมทางถนนจิระ-อุบลราชธานี, ชุมพร-สุราษฎร์ธานี, สุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่-สงขลา และชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์

โดยที่ประชุมเห็นตรงกันว่าสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน และเพดานหนี้สาธารณะที่สูงขึ้น ควรลงทุนเฉพาะโครงการที่จำเป็น และให้จัดลำดับโครงการเพื่อให้สอดคล้องกับกรอบวงเงินงบประมาณและความสามารถในการลงทุนของประเทศ โดยคำนึงถึงยุทธศาสตร์ชาติ เป้าหมายในการขนส่งสินค้าที่เปลี่ยนโหมดจากถนนสู่ราง ปริมาณผู้โดยสารและสินค้า ความพร้อมของโครงการ  การเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อบ้าน (Connectivity)

สำหรับเส้นทางที่จะมีการผลักดันก่อนคือ ขอนแก่น-หนองคาย  ระยะทาง 169 กม. มูลค่าโครงการ 26,663.26 ล้านบาท เพราะถือเป็นยุทธศาสตร์ชาติ เนื่องจากเชื่อมต่อกับสปป.ลาว ที่มีเส้นทางรถไฟเชื่อมไปยังประเทศจีนตอนใต้ เปิดบริการใน มี.ค. 2564 นอกจากนี้ยังมีความพร้อมที่สุด เพราะมีการออกแบบแล้ว ได้รับอนุมัติ EIAแล้ว คาดการณ์ปริมาณสินค้าในปี 2580 ที่ 12 ล้านตัน/ปี มีอัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (EIRR) 19%

ทั้งนี้ ให้ รฟท.เร่งตรวจสอบแบบรายละเอียด ขอบเขตโครงการ และรวมโครงการ  ICD Port ที่ บ้านนาคา จ.หนองคาย ซี่งมีพิธีการศุลกากร รองรับการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ (Multimodal Transport)  ซึ่งอาจจะส่งผลให้มูลค่าโครงการเพิ่มขึ้น และสรุปเสนอกระทรวงคมนาคมโดยเร็ว  เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการเสนอครม.ต่อไป

สำหรับอีก 6 เส้นทางที่เหลือ ที่ประชุมมอบกรมราง ทบทวนการศึกษาเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันทุกปัจจัย โดยจะคาดการณ์ปริมาณสินค้า จำนวนผู้โดยสาร EIRR  รวมถึงเหตุผลความจำเป็น ในการดำเนินโครงการ คาดว่าจะทบทวนเสร็จภายใน 3 เดือนหรือในเดือน ธ.ค. 2563

  “จะนำข้อมูลเดิมมาดูใหม่ ออกแบบสถานีใหญ่เกินไปหรือ บางสถานีจำเป็นต้องมีหรือไม่ ปรับลดได้หรือไม่ ซึ่งจะมีผลต่อต้นทุนก่อสร้างโครงการที่ลดลง”

ส่วนความคืบหน้าการขอขยายวงเงินดำเนินงานโครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดง ช่วงตลิ่งชัน-บางซื่อ-รังสิต เพิ่มเติมประมาณ 10,345 ล้านบาท นายสรพงศ์ กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างหารือไปยังสำนักงานอัยการสูงสุดกรณีงานก่อสร้างเพิ่มเติม หรือ Variation Order (VO) ในสัญญาที่ 1(งานโยธาสำหรับสถานีกลางบางซื่อ และศูนย์ซ่อมบำรุง) ได้ดำเนินการถูกต้องตามอำนาจหรือไม่ ซึ่งขณะนี้ กระทรวงคมนาคมตั้งคณะทำงานขึ้น 3 ชุด เพื่อพิจารณาในประเด็นข้อกฎหมาย (พิจารณาการสั่งการVO) ด้านเทคนิค(พิจารณาเนื้องานที่จำเป็นและความปลอดภัยในการเดินรถ) และด้านการเงิน (พิจารณาแหล่งเงินเพิ่มเติม) โดยจะเร่งสรุปภายใน 2 เดือนตามนโยบายนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม