7 โบรกฯ ประสานเสียงเชียร์ PRAPAT ชูประสบการณ์แน่น-รายได้สม่ำเสมอ เป้าสูงสุด 2.10 บาท!

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท พีรพัฒน์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ PRAPAT อยู่ระหว่างการเตรียมตัวเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตลาดรองซื้อขายหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ภายหลังจากบริษัทฯยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล (ไฟลิ่ง) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อเสนอขายหุ้นที่ออกใหม่ต่อประชาชนเป็นครั้งแรก

โดยมีจำนวนหุ้นที่เสนอขายทั้งหมด 100,000,000 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 29.41 ของจำนวนหุ้นทั้งหมดหลังการเสนอขายหุ้นในครั้งนี้ทั้งนี้ก่อนเสนอขาย IPO มีหุ้นอยู่ทั้งหมด 120 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 240 ล้านหุ้น ภายหลังเสนอขาย IPO จำนวน 170 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 340 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (Par Value) 0.50 บาทต่อหุ้น โดยมีบริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด (APM) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และมี บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) (CNS) เป็นแกนนำผู้จัดจำหน่าย และรับประกับการจำหน่าย

ทั้งนี้ “ข่าวหุ้นธุรกิจ” ได้ทำการรวบรวมบทวิเคราะห์และราคาเป้าหมายของ PRAPAT โดยพบว่า ทั้ง 7 บริษัทหลักทรัพย์ที่ทำการรวบรวมมามองว่าบริษัทมีประสบการณ์ และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตและจำหน่ายน้ำยาซักรีด ทำความสะอาด ฆ่าเชื้อสำหรับภาคอุตสาหกรรม โดยมีรายได้เติบโตต่อเนื่องมาอย่างสม่ำเสมอ และราคาเป้าหมายสูงสุดที่นักวิเคราะห์ให้ไว้อยู่ที่ 2.10 บาท โดยบล.ทรีนีตี้

โดย บล.ทรีนีตี้ ระบุในบทวิเคราะห์ (10 ก.ย.63) โดยมองว่า บริษัท พีรพัฒน์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ PRAPAT ก่อตั้งมาแล้ว 32 ปี เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตและจำหน่ายน้ำยาซักรีด ทำความสะอาด ฆ่าเชื้อสำหรับภาคอุตสาหกรรม โดยมีรายได้เติบโตต่อเนื่องมาอย่างสม่ำเสมอ โดยปี 2563 เป็นจุดต่ำสุดจากผลกระทบโควิด-19 และมองว่าจะมีโอกาสกลับมาฟื้นตัวในปีหน้า

สำหรับ IPO ในครั้งนี้จะช่วยให้บริษัทสามารถลงทุนในระบบ ERP ช่วยประหยุดต้นทุน ทั้งนี้ประเมินราคาเป้าหมายปี 2564 เท่ากับ 2.10 บาท จากวิธี P/E ที่ 16 เท่า อ้างอิงค่าเฉลี่ย P/E ของ SET ย้อนหลัง 5 ปี

 

ด้าน บล.ยูโอบี เคย์เฮียน ระบุในบทวิเคราะห์ (9 ก.ย.2563) โดยมองว่า PRAPAT เป็นผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำยาซักรีด น้ำยาทำความสะอาดและฆ่าเชื้อสำหรับภาคอุตสาหกรรม โดยมีประสบการณ์ยาวนานมากกว่า 30 ปี และเป็นที่ยอดรับในตลาด ทั้งนี้คาดว่าผลประกอบการของบริษัทจะหดตัวลง 54.1% จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน จากผลกระทบจากโควิด-19 ในปี 2563 ก่อนจะฟื้นตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง 96.3% จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน ในปี 2564 จากฐานกำไรสุทธิที่ต่ำในปี 2563 ทั้งนี้ประเมินมูลค่าเหมาะสมของบริษัทที่ 1.88 บาท อ้างอิง P/E ปี 2564 ที่ 15.7 เท่า

 

ขณะเดียวกัน บล.เคทีบี (ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์ (10 ก.ย.63) โดยมองว่า PRAPAT มีประสบการณ์มากกว่า 30 ปี ในการประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำยาซักรีด น้ำยาทำความสะอาดและฆ่าเชื้อสำหรับภาคอุตสาหกรรม นำเข้าเพื่อจำหน่ายและให้เช่าเครื่องล้างภาชนะอัตโนมัติ นำเข้าและจำหน่ายสระว่ายน้ำสำเร็จรูป และอุปกรณ์ที่ใช้ในสระว่ายน้ำ รวมทั้งให้บริการแบบครบวงจรเกี่ยวกับน้ำยาทำความสะอาดและฆ่าเชื้อสำหรับภาคอุตสาหกรรม

โดยบริษัทได้ลงทุนระบบ SCADA เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและยังสามารถช่วยลดต้นทุนได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังได้ขยายคลังสินค้าและสร้างโชว์รูม เพื่อเป็นช่องทางในการติดต่อลูกค้าโดยตรงและเพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจในอนาคต คาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงไตรมาส 1/2564

ทั้งนี้ประเมินกำไรสุทธิปี 2564 ที่ 40 ล้านบาท ปรับตัวขึ้น 77% จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน กลับมาฟื้นตัวจากภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่กลับมาฟื้นตัว ทำให้ประเมินว่ารายได้กลุ่มซักรีดจะกลับมาฟื้นตัว 30% จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน ตามด้วยรายได้จากกลุ่มครัวเรือน 25% จากช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน และ GPM ที่ปรับตัวดีขึ้น จากต้นทุนที่ลดลงจากการลงทุนในระบบ SCADA ทั้งนี้ประเมินหุ้น PRAPAT ด้วยราคาเหมาะสมปี 2564 ที่ 2 บาท อิง PER ปี 2564 ที่ 17 เท่า

 

ด้านบทวิเคราะห์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส ระบุในบทวิเคราะห์ เกี่ยวกับหุ้น PRAPAT โดยมองว่า บริษัทประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำยาทำความสะอาดและน้ำยาฆ่าเชื้อครบวงจรชั้นนำในภูมิภาค มีแต้มต่อคู่แข่งจากความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ทุกกลุ่ม

ขณะที่การแพร่ระบาดของ COVID-19 แม้จะส่งผลต่อกลุ่มโรงแรมซึ่งเป็นหนึ่งในลูกค้าหลัก แต่กลยุทธ์การกระจายลูกค้าเป้าหมายช่วยบรรเทาผลกระทบด้วยการเติบโตของความต้องการของผลิตภัณฑ์น้ำยาฆ่าเชื้อในโรงงานอุตสาหกรรมและครัวเรือน จากการหันมาให้ความสำคัญต่อการรักษาความสะอาด

ทั้งนี้ ส่งผลให้คาดการณ์กำไรสุทธิปี 2563 ชะลอตัว 62% จากปีก่อน อยู่ที่ 17 ล้านบาท แต่จะฟื้นเด่น 103% ในปี 64 เทียบกับปีนี้ ตามแนวโน้มอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่ดีขึ้นในกลางปีหน้า และอัตรากาไรขั้นต้นที่ปรับขึ้นจากสินค้าที่บริษัทผลิตเองมีสัดส่วนที่สูงขึ้น โดยฝ่ายวิจัยประเมินมูลค่าของหุ้น PRAPAT อิง PER ที่ 18 เท่า ได้ราคาเหมาะสมปี 2564 ที่ 1.85 บาท

 

ขณะที่ บล.โกลเบล็ก ระบุในบทวิเคราะห์ ว่า บริษัท PRAPAT ประกอบธุรกิจมากว่า 30 ปี ในการผลิตและจำหน่ายน้ำยาซักรีด น้ำยาทำความสะอาดและฆ่าเชื้อสำหรับภาคอุตสาหกรรม นำเข้าเพื่อจำหน่ายและให้เช่าเครื่องล้างภาชนะอัตโนมัติ นำเข้าและจำหน่ายสระว่ายน้ำสำเร็จรูป และอุปกรณ์ที่ใช้ในสระว่างน้ำ รวมทั้งให้บริการแบบครบวงจรเกี่ยวกับน้ำยาทำความสะอาดและฆ่าเชื้อสำหรับภาคอุตสาหกรรม โดยการเข้าระดมทุนในตลาดครั้งนี้เพื่อลงทุนในระบบบัญชี และระบบควบคุมการผลิต ก่อนสร้างคลังสินค้าเพิ่มเติม ตลอดจนเป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยประเมินมูลค่าเหมาะสมปี 2564 ที่ 1.84 บาทต่อหุ้น โดยประเมินราคาเหมาะสมด้วยวิธี Prospective PER ที่ระดับ 16.5 เท่า เทียบกับบริษัท ECOLAB ซึ่งจดทะเบียนในตลาด NYSE และประกอบธุรกิจใกล้เคียงกัน ประเมินกำไรสุทูิต่อหุ้นในปี 2564 ราว 0.11 บาท/หุ้น คำนวนเป็นราคาเหมาะสมปี 2564 ราว 1.84 บาท/หุ้น

 

ด้าน บล.โนมูระ พัฒนสิน ระบุในบทวิเคราะห์ ประเมินมูลค่าพื้นฐานของ PRAPAT ปี 2564 ที่ 1.90 บาทต่อหุ้น อิง PE 18.0 เท่า เทียบเท่า PE เฉลี่ยในอดีตของ 7 บริษัทที่อยู่ในธุรกิจเคมีภัณฑ์ในตลาด MAI ได้แก่ COLOR, MGT, SALEE, SELIC, SWC, UBIS, UKEM โดย PRAPAT เป็นผู้ให้บริการด้านสารทำความสะอาดและน้ำยาฆ่าเชื้อที่ใช้ในธุรกิจโรงแรม โรงพยาบาล และธุรกิจผลิตอาหาร เครื่องดื่ม โดยทำตลาดในรูปแบบ B2B

ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยมองว่าบริษัทมีจุดเด่นด้านช่องทางการขายและบริการครอบคลุมทั่วประเทศ มีฐานลูกค้าที่แข็งแกร่ง ราคาที่แข่งขันได้ สามารถพัฒนาสินค้าให้ตรงความต้องการของลูกค้า และดำเนินงานธุรกิจนานกว่า 32 ปี และมีสัดส่วนรายได้กว่า 12% เป็นรายได้ประจำจากบริการให้เช่าเครื่องล้างจาน ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากการเหวี่ยงของรายได้

พร้อมกันนี้คาดผลการดำเนินงานปี 2563 มีกำไรสุทธิ 20 ล้านบาท ส่วนปี 2564-65 คาดกำไรสุทธิ 35 ล้านบาท และ 48 ล้านบาท ตามลำดับ เติบโตสูง +56% CAGR 2564-65 จากปัจจัยดังนี้

1) รายได้จากการขายและให้บริการรวมเติบโตต่อปี +12% จากธุรกิจท่องเที่ยวฟื้นจากนักท่องเที่ยวต่างชาติทยอยกลับมา สินค้าฆ่าเชื้อเติบโตตามธุรกิจผลิตอาหาร เครื่องดื่ม ประกอบกับสินค้าด้านครัวที่จะเติบโตจากเทรนด์รักษาความสะอาด รวมทั้งเปลี่ยนมาใช้เครื่องล้างจานแทน เพื่อลดต้นทุนแรงงาน

2) Gross margin รวมคาดว่าจะดีขึ้นอยู่ที่ 46.0-46.3% ในปี 2564-65 จากการลงทุนในระบบ SCADA ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และ Product mixed ที่เปลี่ยนไป โดยสัดส่วนของสินค้าน้ำยาฆ่าเชื้อที่มี GPM สูงสุดเพิ่มสูงขึ้น

3) คาดค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารลดลงอยู่ที่ 39.0-39.5% ในปี 2564-65 จากความประหยัดต่อขนาดที่มากขึ้นจากรายได้ฟื้นตัว

 

 

คำค้น