สรุปภาวะตลาดต่างประเทศ ประจำวันที่ 11 ก.ย. 2563

สรุปภาวะตลาดต่างประเทศ ประจำวันที่ 11 ก.ย. 2563

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดปรับตัวขึ้นเล็กน้อยเมื่อวันศุกร์ (11 ก.ย.) โดยได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมและกลุ่มการเงิน ขณะที่ดัชนี Nasdaq และ S&P500 ปิดตลาดแทบไม่เปลี่ยนแปลง หลังหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นกลุ่มเติบโตปรับตัวลง แต่ดัชนีหุ้นทั้ง 3 ตัวต่างก็ปิดตลาดปรับตัวลงเป็นสัปดาห์ที่ 2 ติดต่อกัน

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 27,665.64 จุด เพิ่มขึ้น 131.06 จุด หรือ +0.48%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,340.97 จุด เพิ่มขึ้น 1.78 จุด หรือ +0.05% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 10,853.55 จุด ลดลง 66.05 จุด หรือ -0.60%

 

ตลาดหุ้นยุโรปปิดปรับตัวขึ้นเมื่อวันศุกร์ (11 ก.ย.) โดยได้แรงหนุนจากข่าวการควบรวมกิจการของบริษัทจดทะเบียนในยุโรป แต่การซื้อขายยังคงเป็นไปอย่างผันผวน เนื่องจากนักลงทุนยังคงกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มที่อังกฤษจะถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป (EU) แบบไม่มีข้อตกลง (no-deal Brexit)

ดัชนี Stoxx Europe 600 บวก 0.13% ปิดที่ 367.96 จุด

ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 5,034.14 จุด เพิ่มขึ้น 10.21 จุด หรือ +0.20% และดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 6,032.09 จุด เพิ่มขึ้น 28.77 จุด หรือ +0.48% ส่วนดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 13,202.84 จุด ลดลง 6.05 จุด หรือ -0.05%

 

ตลาดหุ้นลอนดอนปิดปรับตัวขึ้นเมื่อวันศุกร์ (11 ก.ย.) และปรับตัวขึ้นมากที่สุดในสัปดาห์นี้ในรอบกว่า 3 เดือน เนื่องจากเงินปอนด์ที่อ่อนค่าลงช่วยหนุนตลาด นอกจากนี้ ตลาดยังได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มเหมืองแร่ที่พุ่งขึ้นด้วย

ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 6,032.09 จุด เพิ่มขึ้น 28.77 จุด หรือ +0.48%

 

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดขยับขึ้นเล็กน้อยเมื่อวันศุกร์ (11 ก.ย.) ขณะที่ตลาดยังคงถูกกดดันจากการเปิดเผยสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐที่เพิ่มขึ้นในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งสวนทางตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ และนักลงทุนยังกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มความต้องการใช้น้ำมันที่อ่อนแอ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาซึ่งเป็นผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนต.ค. เพิ่มขึ้น 3 เซนต์ หรือ 0.08% ปิดที่ 37.33 ดอลลาร์/บาร์เรล

สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนพ.ย. ลดลง 23 เซนต์ หรือ 0.6% ปิดที่ 39.83 ดอลลาร์/บาร์เรล

สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดร่วงลงเมื่อวันศุกร์ (11 ก.ย.) เนื่องจากนักลงทุนขายสัญญาทองคำออกมาเพื่อทำกำไร หลังจากปรับตัวขึ้นในช่วง 3 วันทำการที่ผ่านมา และยังถูกกดดันจากการที่สหรัฐเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจที่ดีเกินคาด

สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค. ร่วงลง 16.4 ดอลลาร์ หรือ 0.83% ปิดที่ 1,947.9ดอลลาร์/ออนซ์ แต่ปรับตัวขึ้น 0.7% ในรอบสัปดาห์นี้

สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนธ.ค. ร่วงลง 43.4 เซนต์ หรือ 1.59% ปิดที่ 26.857 ดอลลาร์/ออนซ์

สัญญาพลาตินัมส่งมอบเดือนต.ค. ลดลง 1.4 ดอลลาร์ หรือ 0.15% ปิดที่ 939.6 ดอลลาร์/ออนซ์

สัญญาพัลลาเดียมส่งมอบเดือนธ.ค. ลดลง 0.1 ดอลลาร์ ปิดที่ 2,330.80  ดอลลาร์/ออนซ์

 

ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อวันศุกร์ (11 ก.ย.) ขณะที่นักลงทุนปรับตัวรับสหรัฐเปิดเผยข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เพิ่มขึ้นเกินคาด

ดัชนีดอลลาร์ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลดลง 0.01% แตะที่ 93.3330 เมื่อคืนนี้

ดอลลาร์สหรัฐทรงตัวเมื่อเทียบกับเยนที่ระดับ 106.11 เยน และอ่อนค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิสที่ระดับ 0.9096 ฟรังก์ จากระดับ 0.9100 ฟรังก์ แต่ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดาที่ระดับ 1.3193 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3178 ดอลลาร์แคนาดา

ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐที่ระดับ 1.1830 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1824 ดอลลาร์ และดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่าแตะระดับ 0.7274 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.7266 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่เงินปอนด์อ่อนค่าแตะที่ระดับ 1.2791 ดอลลาร์ จากระดับ 1.2798 ดอลลาร์