“เอเซียพลัส” มองเป้าดัชนีปีนี้ 1,670 จุด แนะลงทุน 7 หุ้นปัจจัยหนุนเพียบ

“เอเซียพลัส” มองเป้าดัชนีปีนี้ 1,670 จุด แนะลงทุน 7 หุ้นปัจจัยหนุนเพียบ

นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส (ASPS) กล่าวว่า แนวโน้มการลงทุนในตลาดหุ้นไทยในเดือน เม.ย.64 ยังมีโอกาสที่จะปรับตัวขึ้นไปได้ โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนมาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ, ผลกำไร (Earning) ของบริษัทจดทะเบียนที่ฟื้นตัวขึ้น, สภาพคล่องในระบบที่ยังมีอยู่มาก และทิศทางอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ ปัจจัยแวดล้อมเหล่านี้ทำให้ SET Index ยังมีโอกาสทะลุขึ้นไปเหนือ 1,600 จุดได้

โดยในปี 64 ASPS ให้เป้า SET Index ไว้ที่ 1,670 จุด Market Earning Yield Gap 3.7% คิดเป็น P/E 23.8 เท่า โดยภาพรวมทิศทางตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นไปได้จากสภาพคล่องส่วนเกินในระบบมีมาก โดยเงินฝากออมทรัพย์-ประจำในระบบของไทยมีถึง 15.7 ล้านล้านเหรียญในเดือน ม.ค.64 มีโอกาสที่จะถูกผลักดันให้มาลงทุนในตลาดฯได้มากขึ้น และยังจำนวนผู้เปิดบัญชีใหม่เพื่อเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นเป็นจำนวนมาก ในเดือน ม.ค.64 สูงถึง 2 แสนบัญชี/เดือน เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต 6 หมื่นบัญชี/เดือน ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการที่หุ้น OR เข้าเทรด

อีกทั้งมีแนวโน้มที่กองทุนจะลดการลงทุนในตราสารหนี้ลงแล้วโยกเงินเข้าลงทุนในหุ้นมากขึ้น เห็นได้จาก 2 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ก.พ.) มีการลงทุนในตราสารหนี้ลดลง 2% และกำไรของ บจ.ปีนี้ก็คาดว่าจะเติบโต 32% ซึ่งกำไรในระดับสูงกว่า 30% นั้นไม่ได้เห็นมานานแล้ว จึงเป็นปัจจัยที่ทำให้ตลาดฯมีโอกาสปรับตัวขึ้นไปต่อได้

โดยหุ้นที่น่าสนใจลงทุนเป็นหุ้นในกลุ่ม SET50 ซึ่งเป็นหุ้นขนาดใหญ่ (บิ๊กแคป) หลังจากที่มีการหยิบหุ้นขนาดเล็กขึ้นมาเล่นเก็งกำไรจนทำจุดสูงสุดไปไปหลายตัวแล้ว ดังนั้น การเข้ามาเทรดดิ้งจะต้องระวังด้วย พร้อมมองแนวต้านสำหรับเดือน เม.ย.ที่ 1,640 จุด ซึ่งการที่ดัชนีฯจะขึ้นไปยืนเหนือ 1,600 จุดไม่ยาก เพราะสภาพแวดล้อมยังดีอยู่

นายเทิดศักดิ์ กล่าวต่อว่า หุ้นที่น่าสนใจลงทุน ประกอบด้วย

SCC ให้ราคาเป้าหมาย 450 บาท จากวัฎจักรขาขึ้นของ EBITDA ที่จะปรับตัวขึ้นไปได้เรื่อย ๆ และราคาหุ้นก็จะขึ้นไปตาม Cycle อีกทั้งเป็ฯหุ้นที่มีฟรีโฟลตมาก รวมถึงนักลงทุนต่างชาติยังถือหุ้นในระดับที่ต่ำมากเกินไป ด้านราคาหุ้นก็ยัง Laggard

STEC ให้ราคาเป้าหมาย 18 บาท/หุ้น ได้แรงหนุนจากการลงทุนของภาครัฐฯ ซึ่งมองว่าหุ้นในกลุ่มรับเหมาฯควรจะมีติดไว้ในพอร์ตลงทุนบ้าง และเลือก STEC ดีสุด จากงานในมือ (Backlog) ที่มีแสนกว่าล้านบาท มากสุดในกลุ่มฯ ขณะที่ Backlog ส่วนที่มีมาร์จิ้นต่ำก็จะหายไปเรื่อย ๆ

BLA ได้ประโยชน์จากอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond yield) อายุ 10 ปีของสหรัฐฯปรับขึ้นสูง เนื่องจาก BLA จะได้ return จากการลงทุนที่ดี อีกทั้งราคาหุ้นยัง Laggard

BDMS ให้ราคาเป้าหมาย 24 บาท การลดการกักตัวทำให้ผู้ป่วยชาวต่างชาติบินเข้ามารักษาตัวมากขึ้น และยังได้รับผลบวกจากกระแสการรักสุขภาพด้วย โดย BDMS มีการขายแพคเกจรักษาสุขภาพ ก็ได้รับความสนใจมาก และหากวัคซีนมีการกระจายตัวมากขึ้น BDMS ก็จะได้รับประโยชน์ด้วย อีกทั้งราคาหุ้นยัง Laggard

BBL ราคาเป้าหมาย 154 บาท ได้รับประโยชน์จากเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว และมาตรการภาครัฐยังช่วยหนุน ประกอบดับราคาหุ้นยัง Laggard พร้อมกันนี้จากการตรวจสอบของฝ่ายวิจัยพบว่า หุ้น BBL ล่าสุดรูมของนักลงทุนต่างชาติยังมีเหลืออยู่ราว 3% หากคูณด้วราคาหุ้น ก็น่าจะมีเม็ดเงินที่จะลงทุนได้อีกกว่า 7 พันล้านบาท

CENTEL ราคาเป้าหมาย 40 บาท ได้แรงหนุนจากกระแสการท่องเที่ยวเริ่มกลับมา และการกระจายวัคซีนโควิด-19 รวมถึงการเปิดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวไทยได้ ทำให้กลุ่มโรงแรมต่างได้รับประโยชน์

SPALI ราคาเป้าหมาย 25.50 บาท หุ้นตัวนี้จะมีการสร้าง New high ในหลายอย่าง ทั้งเรื่องยอดรับรู้รายได้, กำไรสุทธิ, ยอด Presale และงานในมือ (Backlog) ที่มี 3.75 หมื่นล้านบาท น่าจะทำให้ SPALI ได้ประโยชน์เต็ม ๆ

“ภาพรวมตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งปีแรก (H1/64) ยังสบายใจได้ แต่ในครึ่งปีหลัง (H2/64) ยังมีปัจจัยที่มีความเสี่ยงอยู่ ทั้งเรื่องนสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ที่ยังไม่หายไป, ปัญหาภัยแล้ง, สงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐฯ รวมถึงการเมืองในประเทศที่อาจจะร้อนแรงขึ้นหลังจากที่การแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญจะต้องไปเริ่มต้นใหม่” นายเทิดศักดิ์ กล่าว