บลจ.กรุงศรี เปิดขาย KFINFRA-A ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่


นางสุภาพร ลีนะบรรจง กรรมการผู้จัดการ บลจ.กรุงศรี ระบุว่า มีมุมมองว่าธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน นอกจากจะมีข้อดีในเรื่องผลตอบแทนที่ค่อนข้างสม่ำเสมอแล้ว ยังมีโอกาสเติบโตได้สูงด้วย โดยเฉพาะโครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับการเติบโตของยุคดิจิตอล ความต้องการพลังงานสะอาด และการเดินทางขนส่ง ก่อให้เกิดธีมการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่ซึ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาสู่โลกอนาคต และเป็นที่มาของการเสนอขายกองทุนเปิดกรุงศรีเน็กซ์เจเนเรชั่นอินฟราสตรัคเจอร์สะสมมูลค่า(KFINFRA-A) ที่ลงทุนในกองทุนหลักคือ Credit Suisse (Lux) Infrastructure Equity Fund

สำหรับจุดเด่นของกองทุนหลักคือการเน้นลงทุนในบริษัทที่มีรายได้หลักจากโครงสร้างพื้นฐานที่มีบริษัทจดทะเบียนมากกว่า 500 แห่งและมีมูลค่าตลาดรวมกันกว่า 2.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ โดยเน้นลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่ใน 4 กลุ่มธุรกิจ ประกอบด้วย กลุ่มสาธารณูปโภค กลุ่มพลังงาน กลุ่มขนส่ง และกลุ่มโทรคมนาคม โดยใช้กลยุทธ์เชิงรุกวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและคัดเลือกหลักทรัพย์เข้าสู่พอร์ตการลงทุนประมาณ 40-60 หลักทรัพย์ นอกจากนี้ยังสามารถกระจายการลงทุนไปยังตลาดเกิดใหม่ได้ด้วย และมีการปรับพอร์ตรวดเร็วให้ทันสถานการณ์

โดยกองทุนหลักสามารถสร้างผลการดำเนินงานย้อนหลัง 1 ปีอยู่ที่ 23.04% ดัชนีชี้วัดอยู่ที่ 15.90% ผลการดำเนินงานย้อนหลัง 3 ปีอยู่ที่ 40.88% ดัชนีชี้วัดอยู่ที่ 35.08% และผลการดำเนินงานย้อนหลัง 5 ปีอยู่ที่ 84.34% ดัชนีชี้วัดอยู่ที่ 77.76% (ที่มา : Credit Suisse ณ ธ.ค. 63)

ทั้งนี้ในภาวะปัจจุบันที่เศรษฐกิจทั่วโลกยังคงมีความไม่แน่นอนสูง การลงทุนในสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐานจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับพอร์ตการลงทุน เนื่องจากรูปแบบธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานมีลักษณะผูกขาด มีสัมปทานระยะยาวทำให้คู่แข่งรายใหม่เข้าสู่ตลาดได้ยาก ทำให้มีกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอค่อนข้างคาดการณ์ได้ อีกทั้งธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานยังได้รับผลกระทบจากวัฎจักรเศรษฐกิจในระดับต่ำ เพราะเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นต่อชีวิตประจำวัน ทั้งนี้ มีการคาดการณ์ว่าความต้องการโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลกจะสูงถึง 94 ล้านล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2583″ (ที่มา Global infrastructure hub ณ ธ.ค. 63)

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยที่สนับสนุนการเติบโตของโครงสร้างพื้นฐานหลายประการ เช่น การกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐผ่านการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อขับเคลื่อนการจ้างงานและเพิ่มปริมาณการผลิตในระบบ

การเติบโตของยุคดิจิตอลก่อให้เกิดธีมการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่ เช่น เมืองอัจฉริยะ ซึ่งเทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเชื่อมต่อสิ่งต่างๆอย่างมีประสิทธิภาพซึ่ง 5G ถือเป็นหัวใจสำคัญของเมืองอัจฉริยะซึ่งช่วยเพิ่มความเร็วให้สูงกว่า 4G ถึง 100 เท่า จากข้อมูลปีที่ผ่านมาพบว่าเมืองที่มีประชากร 1 ล้านคนมีปริมาณการใช้ข้อมูลสูงถึง 200 ล้านกิกะไบต์ต่อวัน และคาดการณ์ว่าปริมาณข้อมูลทั่วโลกจะเพิ่มขึ้น 10 เท่าภายในปี 2568 จึงจำเป็นต้องมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้ในการจัดเก็บและรับส่งข้อมูลเพิ่มมากขึ้น เช่น ศูนย์ข้อมูลสัญญาณโทรคมนาคม สายสัญญาณความเร็วสูง เป็นต้น”นางสุภาพร กล่าว

โดยปัจจัยจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศของโลกก็ส่งผลให้พลังงานทดแทนและโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้รับความนิยมมากขึ้น และปัจจัยด้านการเดินทางที่คาดการณ์ว่าจำนวนผู้โดยสารทางอากาศจะเพิ่มขึ้นเท่าตัวเป็น 7.8 พันล้านรายภายในปี 2579 ล้วนแต่เป็นปัจจัยหนุนให้โครงสร้างพื้นฐานมีโอกาสเติบโตสดใส โดยเฉพาะเมื่ออัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำเป็นประวัติการณ์อย่างในปัจจุบัน

สำหรับตัวอย่างหลักทรัพย์ที่กองทุนหลักลงทุน เช่น American Tower Corp ผู้ให้บริการระดับโลกด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรับส่งสัญญาณไร้สายที่ได้รับประโยชน์จากการเติบโตด้านการใช้งานข้อมูลทั่วโลก Cellnex บริษัทเสาสัญญาณโทรคมนาคม (TowerCo) รายใหญ่ที่สุดในยุโรป Nextera ผู้ผลิตพลังงานลมและแสงแดดที่ใหญ่ที่สุดในโลก และสาธารณูปโภคไฟฟ้าที่มีการกำหนดราคาโดยรัฐบาลที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐ Ferrovial ผู้บริหารโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งระดับโลก และ Vinci บริษัทระดับโลกในการบริหารกิจการสัมปทานและการก่อสร้างเป็นต้น

บลจ.กรุงศรีเชื่อว่ากองทุน KFINFRA-A จะมีส่วนช่วยให้ผลตอบแทนรวมของพอร์ตการลงทุนมีโอกาสเติบโตมากขึ้น และรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี” นางสุภาพร กล่าว

ทั้งนี้ KFINFRA-A มีนโยบายลงทุนใน Credit Suisse (Lux) Infrastructure Equity Fund, Class IB USD (กองทุนหลัก) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV ความเสี่ยงระดับ 6: เสี่ยงสูง และกองทุนการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวน

 

Back to top button