สมาคมประกันชีวิตงัด Co-payment คุมต้นทุน ดันเบี้ยสุขภาพปี 68 พุ่ง 13%

สมาคมประกันชีวิตไทยชี้เบี้ยประกันสุขภาพปี 68 โต 13.23% แตะ 1.54 แสนล้าน “ประกันชีวิต” ครองสัดส่วนตลาดกว่า 80% รับมานด์ประกันสุขภาพเพิ่ม เร่งใช้ Co-payment-AI บริหารต้นทุน รับมือ Medical Inflation พุ่ง


นางนุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย เปิดเผยว่า ระบบสาธารณสุขไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากการเข้าสู่สังคมสูงวัย การเพิ่มขึ้นของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) รวมถึงต้นทุนค่ารักษาพยาบาลและเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ (Medical Inflation) ของไทยสูงกว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไป และสร้างแรงกดดันต่อภาครัฐ โรงพยาบาล และธุรกิจประกันภัย

ทั้งนี้ ธุรกิจประกันสุขภาพภาคเอกชนมีบทบาทสำคัญในการเสริมระบบหลักประกันสุขภาพภาครัฐ โดยในปี 2568 เบี้ยประกันสุขภาพรวมของประเทศอยู่ที่ 154,502 ล้านบาท เติบโต 13.23% จากปีก่อนหน้า ขณะที่ธุรกิจประกันชีวิตยังเป็นผู้ให้ความคุ้มครองหลักของตลาด คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 80% ของเบี้ยประกันสุขภาพทั้งหมด

สำหรับโครงสร้างเบี้ยประกันสุขภาพ ประกอบด้วยต้นทุนหลัก ได้แก่ ค่าสินไหมทดแทน ค่าบริหารจัดการ เงินสำรองตามเกณฑ์กำกับดูแล และต้นทุนด้านการบริหารความเสี่ยง เพื่อให้บริษัทประกันสามารถรองรับการดูแลผู้เอาประกันได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว

ด้านการบริหารความยั่งยืนของระบบประกันสุขภาพ ภาคธุรกิจประกันภัยได้เริ่มใช้มาตรการ Co-payment สำหรับกรมธรรม์สุขภาพมาตรฐานใหม่ (New Health Standard) ตามหลักเกณฑ์ของสำนักงาน คปภ. เพื่อส่งเสริมการใช้บริการทางการแพทย์อย่างเหมาะสม และช่วยชะลอแรงกดดันจากต้นทุนค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้น โดยยังคงให้ความคุ้มครองตามความจำเป็นทางการแพทย์

ขณะเดียวกัน ธุรกิจประกันชีวิตยังเร่งนำเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการพัฒนากระบวนการรับประกันภัย การวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพ การตรวจจับความผิดปกติของการเคลม ตลอดจนเชื่อมโยงข้อมูลกับอุปกรณ์สุขภาพสวมใส่และบริการ Telemedicine เพื่อยกระดับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน

นอกจากนี้ สมาคมประกันชีวิตไทยยังร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข พัฒนาระบบบริการสุขภาพภาครัฐเพื่อรองรับผู้เอาประกันภาคสมัครใจ ผ่านโครงการ Premium Clinic และ Special Medical Center (SMC) ซึ่งเริ่มดำเนินการแล้วในโรงพยาบาลนำร่อง 28 แห่ง พร้อมผลักดันมาตรฐานข้อมูลค่ารักษาพยาบาล รวมถึงระบบ e-Claim หรือ I-Claim เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างโรงพยาบาลและบริษัทประกันภัย

ทั้งนี้ สมาคมฯ ยังเสนอการพัฒนาระบบฐานข้อมูลสุขภาพระดับประเทศ (National Health Insurance Bureau) เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประกันภัย ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงบประมาณสุขภาพ การคาดการณ์ภาระโรค รวมถึงลดปัญหา Fraud, Waste and Abuse (FWA) ในระบบสุขภาพไทย โดยย้ำว่าอนาคตของระบบสุขภาพไทยไม่ใช่การแข่งขันระหว่างภาครัฐกับเอกชน แต่เป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพ ได้รับความคุ้มครองที่เหมาะสม และมีระบบสุขภาพที่ยั่งยืนในระยะยาว

Back to top button