KAsset ชู 6 กองทุน ThaiESG สร้างโอกาสโตยาว เน้นหุ้นปันผล-ตราสารหนี้คุณภาพ

KAsset แนะลงทุนท่ามกลางตลาดผันผวน เน้นกระจายความเสี่ยง-ทยอยลงทุน DCA พร้อมชู 6 กองทุน ThaiESG ครบทุกระดับความเสี่ยง ผสานหุ้นปันผลสูงและตราสารหนี้คุณภาพ หวังสร้างโอกาสรับผลตอบแทนระยะยาวควบคู่สิทธิประโยชน์ทางภาษี


บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด หรือ KAsset ระบุว่า ในภาวะที่ตลาดการลงทุนยังเผชิญความผันผวนจากเศรษฐกิจโลก เงินเฟ้อ และปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ บลจ.กสิกรไทย มองว่า การลงทุนควรให้ความสำคัญกับการกระจายความเสี่ยง การทยอยลงทุน (DCA) และการคัดเลือกสินทรัพย์ที่มีคุณภาพ เพื่อสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงในระยะยาว

ขณะเดียวกัน การลงทุนอย่างยั่งยืนหรือ ESG ยังคงได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย บลจ.กสิกรไทย นำปัจจัย ESG มาใช้ในทุกขั้นตอนของกระบวนการลงทุน ทั้งการคัดเลือกหลักทรัพย์ การจัดพอร์ต และการบริหารความเสี่ยง เพื่อประเมินความแข็งแกร่งทางการเงินและศักยภาพการเติบโตของผู้ออกตราสารในระยะยาว ปัจจุบัน บลจ.กสิกรไทย มีกองทุน ThaiESG ให้เลือกครบ 6 กองทุน ครอบคลุมทุกระดับความเสี่ยง

ได้แก่ 1.กองทุน K-ESGSI-ThaiESG สำหรับผู้ที่ต้องการลงทุนในพันธบัตรภาครัฐและเน้นความเสี่ยงเครดิตต่ำ

2.กองทุน K-ESGBF-ThaiESG ที่กระจายลงทุนทั้งพันธบัตรและหุ้นกู้ Investment Grade เพื่อเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทน

3.กองทุน K-BL30-ThaiESG กองทุนผสมที่ลงทุนในตราสารหนี้ 70% และหุ้นไทยปันผลสูง 30% สำหรับผู้ที่รับความผันผวนได้ในระดับปานกลาง

4.กองทุน K-70ThaiESGX กองทุนผสมที่ลงทุนในตราสารหนี้ 30% และหุ้นไทยปันผลสูง 70% สำหรับผู้ที่รับความผันผวนได้ในระดับปานกลาง

5.กองทุน K-HD-ThaiESGX กองทุนหุ้นไทยที่เน้นลงทุนในบริษัทที่มีศักยภาพในการจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ และมีความโดดเด่นด้านความยั่งยืน (ESG)

6.กองทุน K-TNZ-ThaiESG กองทุนหุ้นไทยที่เน้นบริษัทในดัชนี SET100 ซึ่งมีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคม Net Zero

โดยแนะนำให้ผู้ลงทุนเลือกกองทุนให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ไม่ใช่เพียงเพื่อสิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่เพื่อสร้างโอกาสการเติบโตของเงินลงทุนอย่างยั่งยืนตลอดระยะเวลาการถือครอง 5 ปีตามเงื่อนไขของกองทุน ThaiESG

สำหรับกองทุนที่มีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นปันผลสูง บลจ.กสิกรไทย มองว่าหุ้นกลุ่มนี้มีจุดเด่นจากการเป็นบริษัทที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง กำไรสม่ำเสมอ และมีศักยภาพในการจ่ายเงินปันผลต่อเนื่อง อีกทั้งยังมีแนวโน้มผันผวนน้อยกว่าตลาดโดยรวม ขณะที่ระดับ Valuation ของดัชนี SETHD ยังคงอยู่ต่ำกว่าดัชนี SET ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนการลงทุนในระยะยาว โดยกองทุนเน้นลงทุนในหุ้นปันผลสูงสัดส่วนประมาณ 80-90% และอีก 10-20% ลงทุนในหุ้นที่มีมูลค่าน่าสนใจหรือมีแนวโน้มเติบโตของเงินปันผลในอนาคตเพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทน

ในส่วนของตราสารหนี้ ยังมองว่าเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนระยะยาว โดยเฉพาะในช่วงที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอยู่ในระดับสูง ช่วยเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนจากดอกเบี้ยหรือ Carry Yield ขณะที่หากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับลดลงในอนาคต ผู้ลงทุนยังมีโอกาสได้รับกำไรจากราคาตราสารหรือ Capital Gain เพิ่มเติม ทั้งนี้ กลยุทธ์สำคัญคือการทยอยลงทุน การบริหาร Duration ให้เหมาะสม การกระจายการลงทุนในตราสารหลากหลายช่วงอายุ และการคัดเลือกผู้ออกตราสารที่มีคุณภาพเครดิตแข็งแกร่ง เพื่อสร้างความมั่นคงและเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว

Back to top button