BANPU รับรายได้พลังงาน-ค่า Fx พุ่ง ดันงบ Q1 พลิกกำไร 377 ล้านบาท

BANPU รายงานผลดำเนินงานไตรมาส 1/2569 พลิกมีกำไรสุทธิ 376.53 ล้านบาท จากปีก่อนขาดทุน 482.59 ล้านบาท หลังรายได้รวมเพิ่มขึ้น 4% แตะ 1,340 ล้านเหรียญสหรัฐ จากธุรกิจเหมือง ก๊าซธรรมชาติ และไฟฟ้า ขณะเดียวกันยังได้รับแรงหนุนจากกำไรอัตราแลกเปลี่ยน 136 ล้านเหรียญสหรัฐ


บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1 สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2569 มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น ดังนั้น

บริษัทฯรายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 พลิกมีกำไรสุทธิ 376.53 ล้านบาท เมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อนขาดทุนสุทธิ 482.59 ล้านบาท

สำหรับผลการดำเนินงานเพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากรายได้จากการขายรวมอยู่ที่ 1,340 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเทียบเท่า 42,350 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 56 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือร้อยละ 4 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นของธุรกิจเหมืองยุคใหม่ 49 ล้านเหรียญสหรัฐ ธุรกิจก๊าซธรรมชาติครบวงจรในสหรัฐอเมริกา 104 ล้านเหรียญสหรัฐ และธุรกิจไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง 93 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่รายได้จากธุรกิจเทคโนโลยีแห่งอนาคตลดลง 190 ล้านเหรียญสหรัฐ

ทั้งนี้ บริษัทได้ปรับรูปแบบการนำเสนอข้อมูลในไตรมาสนี้ โดยนำรายได้จากธุรกิจซื้อขายไฟฟ้า (Energy Trading) และธุรกิจระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) ในประเทศญี่ปุ่น มารวมแสดงในกลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง จากเดิมที่อยู่ในกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีแห่งอนาคต เพื่อให้สอดคล้องกับโครงสร้างธุรกิจหลักทั้ง 4 กลุ่มในปัจจุบัน

สำหรับรายได้จากธุรกิจเหมืองยุคใหม่ อยู่ที่ 689 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 52 ของรายได้รวม แบ่งเป็นรายได้จากแหล่งผลิตในสาธารณรัฐอินโดนีเซีย 498 ล้านเหรียญสหรัฐ ประเทศออสเตรเลีย 155 ล้านเหรียญสหรัฐ ประเทศมองโกเลีย 13 ล้านเหรียญสหรัฐ และธุรกิจซื้อขายถ่านหิน 23 ล้านเหรียญสหรัฐ

ด้านรายได้จากธุรกิจก๊าซธรรมชาติครบวงจรในสหรัฐอเมริกา อยู่ที่ 321 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นร้อยละ 24 ของรายได้รวม โดยในไตรมาสนี้ได้รวมรายได้จากโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในสหรัฐอเมริกา ภายหลังการเข้าซื้อสิทธิการลงทุน (Membership Interests) ร้อยละ 25 ใน BKV-BPP Power LLC ส่งผลให้สถานะของกิจการเปลี่ยนจากบริษัทร่วมเป็นบริษัทย่อยของ BKV Corporation ซึ่งธุรกรรมดังกล่าวแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569

ขณะที่รายได้จากธุรกิจไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง อยู่ที่ 313 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นร้อยละ 23 ของรายได้รวม มาจากโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในสาธารณรัฐประชาชนจีนและออสเตรเลีย รวมถึงโรงไฟฟ้าพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศเวียดนาม โดยในไตรมาสนี้ยังรวมรายได้จากธุรกิจซื้อขายไฟฟ้าและธุรกิจระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ในประเทศญี่ปุ่นด้วย

ส่วนรายได้จากธุรกิจเทคโนโลยีแห่งอนาคต อยู่ที่ 17 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 1 ของรายได้รวม โดยส่วนใหญ่เป็นรายได้จากธุรกิจผลิตและติดตั้งระบบแบตเตอรี่ในประเทศสิงคโปร์

นอกจากนี้ บริษัทมีกำไรสุทธิจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 136 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยส่วนใหญ่เป็นกำไรที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากการแปลงค่าเงินกู้ยืมสกุลเงินบาท ภายหลังเงินบาทอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 อยู่ที่ 32.8376 บาทต่อ 1 เหรียญสหรัฐ เทียบกับ 31.5826 บาทต่อ 1 เหรียญสหรัฐ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568

Back to top button