จับตา CPF-BTG ฟื้นตัวชัด! รับราคาหมูหน้าฟาร์มขึ้น 4 บาท/กก.

CPF-BTG กลับมาโดดเด่น หลังผู้เลี้ยงสุกรปรับขึ้นราคาหน้าฟาร์ม 4 บาท/กก. สู่ระดับ 66 บาท มีผลตั้งแต่วันที่ 8 มิ.ย.69 รับต้นทุนอาหารสัตว์พุ่ง หนุนคาดการณ์รายได้และมาร์จิ้นธุรกิจเนื้อสัตว์ในระยะถัดไป


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หุ้นในกลุ่มเกษตรและอาหาร โดยเฉพาะ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF และ บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) หรือ BTG กลับมาได้รับความสนใจจากนักลงทุนอีกครั้ง หลังเครือข่ายผู้เลี้ยงสุกรทั่วประเทศประกาศปรับขึ้นราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มอีก 4 บาทต่อกิโลกรัม มีผลตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายน 2569 เพื่อสะท้อนต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์

การปรับขึ้นราคาสุกรครั้งนี้ถูกมองเป็นปัจจัยบวกต่อ CPF และ BTG ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารครบวงจรรายใหญ่ของประเทศ ซึ่งมีธุรกิจสุกรและไก่เป็นหนึ่งในธุรกิจหลัก เนื่องจากราคาขายสัตว์มีชีวิตและผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ที่สูงขึ้น มีโอกาสช่วยสนับสนุนรายได้และอัตรากำไรในช่วงถัดไป หากสามารถส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาจำหน่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า การปรับขึ้นราคาสุกรหน้าฟาร์มมีสาเหตุจากต้นทุนการเลี้ยงที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่อยู่ในช่วง 13-14 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ต้นทุนการผลิตสุกรปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 70-72 บาทต่อกิโลกรัม สูงกว่าระดับที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรประเมินไว้ที่ 68-70 บาทต่อกิโลกรัม

ทั้งนี้ เครือข่ายผู้เลี้ยงสุกรทั่วประเทศได้ปรับราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มขึ้นจากเดิมที่อยู่ในช่วง 60-62 บาทต่อกิโลกรัม สู่ระดับไม่เกิน 66 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตที่แท้จริง ขณะที่เครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ยังคงประกาศราคาแนะนำไข่คละหน้าฟาร์มไว้ที่ฟองละ 3.60 บาท เท่าเดิม

ด้านบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์เริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น หลังภาวะอุปสงค์และอุปทานทยอยกลับเข้าสู่สมดุล แม้ว่าต้นทุนการเลี้ยงยังอยู่ในระดับสูงก็ตาม โดยราคาจำหน่ายไก่มีชีวิตในประเทศล่าสุดทรงตัวที่กิโลกรัมละ 34.50 บาท ขณะที่ต้นทุนการเลี้ยงเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 37 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนราคาสุกรมีชีวิตในประเทศไทยอยู่ที่กิโลกรัมละ 55.50 บาท ใกล้เคียงกับต้นทุนการผลิตที่ประมาณ 55 บาทต่อกิโลกรัม

สำหรับราคาสุกรในประเทศเวียดนามอยู่ที่ประมาณ 66,667 ดองต่อกิโลกรัม หรือราว 80 บาทต่อกิโลกรัม แม้จะปรับลดลง 1.2% จากสัปดาห์ก่อน แต่ยังสูงกว่าต้นทุนการเลี้ยงที่ประมาณ 43,000 ดองต่อกิโลกรัม ขณะที่ราคาสุกรในจีนปรับลดลง 0.8% อยู่ที่ 9.56 หยวนต่อกิโลกรัม หรือประมาณ 45.40 บาทต่อกิโลกรัม จากภาวะอุปทานส่วนเกินในตลาด

อย่างไรก็ตาม แม้การปรับขึ้นราคาสุกรในประเทศจะช่วยสร้าง Sentiment เชิงบวกต่อ CPF และ BTG ในระยะสั้น แต่นักวิเคราะห์ยังคงให้น้ำหนักการลงทุนกลุ่มเกษตรและอาหารในมุมมองระมัดระวัง (Bearish) โดยประเมินว่าราคาเนื้อสัตว์เฉลี่ยในปี 2569 ยังมีแนวโน้มอ่อนตัว ขณะที่ต้นทุนการผลิตยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจกดดันความสามารถในการทำกำไรของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ บริษัทหลักทรัพย์ เอเอสแอล จำกัด ประเมินว่า CPF แนวโน้มราคาสุกรในช่วงครึ่งหลังปี 2569 มีโอกาสฟื้นตัวอย่างชัดเจน หลังปัจจัยด้านอุปทานเริ่มปรับเข้าสู่ภาวะสมดุลมากขึ้น โดยมองว่าเป็นปัจจัยบวกต่อผลการดำเนินงานของ CPF

สำหรับสถานการณ์ราคาสุกรในประเทศไทย เดือนเมษายน 2569 ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 68 บาทต่อกิโลกรัม ก่อนอ่อนตัวลงมาอยู่ที่ 65 บาทต่อกิโลกรัมในเดือนพฤษภาคม โดยในช่วงที่เหลือของปีคาดว่าราคาจะทรงตัวหรืออ่อนตัวเล็กน้อย จากกำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ รวมถึงความกังวลเกี่ยวกับโรคระบาด ส่งผลให้เกษตรกรรายย่อยเร่งจำหน่ายสุกรเพื่อลดความเสี่ยง

ขณะที่ประเทศเวียดนาม คาดว่าราคาสุกรจะเคลื่อนไหวในกรอบ 67,000-68,000 ดองต่อกิโลกรัม ส่วนประเทศจีนยังเผชิญแรงกดดันจากภาวะอุปทานส่วนเกินในตลาด

คาดว่าราคาสุกรจะเริ่มฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 โดยในประเทศไทยได้รับแรงหนุนจากปริมาณอุปทานที่ลดลง หลังเกษตรกรรายย่อยทยอยลดจำนวนแม่พันธุ์สุกร ขณะที่ประเทศจีนมีแนวโน้มฟื้นตัวเด่นชัดจากมาตรการภาครัฐที่มุ่งลดจำนวนแม่พันธุ์สุกรลงสู่ระดับ 39 ล้านตัว เพื่อแก้ไขปัญหาอุปทานล้นตลาด ส่วนประเทศเวียดนามคาดว่าราคาสุกรจะยังทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยสนับสนุนภาพรวมธุรกิจปศุสัตว์ในภูมิภาคต่อไป

ขณะเดียวกันประเมินแนวโน้มผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 ของ BTG มีโอกาสฟื้นตัวจากไตรมาสก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ การทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อรับมือความผันผวนของราคาวัตถุดิบ รวมถึงการฟื้นตัวของราคาสุกรในประเทศ

ทั้งนี้ คาดว่าต้นทุนวัตถุดิบจะปรับเพิ่มขึ้นราว 5-10% จากไตรมาสก่อนตามผลกระทบด้านพลังงาน อย่างไรก็ตาม บริษัทสามารถควบคุมต้นทุนได้ดี ขณะที่ราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่เฉลี่ยประมาณ 65-66 บาทต่อกิโลกรัม หลังผ่านช่วงภาวะอุปทานล้นตลาด ส่วนราคาไก่ยังทรงตัวที่ระดับ 40.5 บาทต่อกิโลกรัม

นอกจากนี้ ความต้องการบริโภคไข่ไก่ที่เพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาลสงกรานต์และการเปิดภาคเรียน ส่งผลให้ราคาไข่ไก่เฉลี่ยปรับขึ้นประมาณ 6% มาอยู่ที่ 3.6 บาทต่อฟอง จาก 3.4 บาทต่อฟองในไตรมาสก่อน อีกทั้งยังได้รับปัจจัยบวกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569

อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คาดว่ากำไรสุทธิจะปรับตัวลดลงจากฐานที่อยู่ในระดับสูง โดยได้รับผลกระทบจากภาวะอุปทานสุกรล้นตลาดในประเทศ โดยเฉพาะธุรกิจอาหาร

ด้านธุรกิจต่างประเทศ คาดว่ารายได้จากตลาดสิงคโปร์และมาเลเซียจะเข้ามาชดเชยรายได้จากกัมพูชาที่ลดลง จากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยสัดส่วนรายได้จากกัมพูชาคาดอยู่ที่ประมาณ 20% ของรายได้ธุรกิจต่างประเทศ ลดลงจาก 22.2% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน ฝ่ายวิจัยยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” หุ้น BTG พร้อมกำหนดราคาเป้าหมายปี 2569 ที่ 24 บาทต่อหุ้น

Back to top button