ลุ้นโฟลว์สลับเข้า Mid Cap โบรกชู MTC-WHA-BDMS-BH เด่น

3 โบรกมองฟันด์โฟลว์จ่อไหลเข้าหุ้นขนาดกลาง เนื่องจากหุ้นขนาดใหญ่ราคาเริ่มตึงตัว ชูกลุ่มไฟแนนซ์ MTC KTC นิคมอุตสาหกรรม WHA AMATA และโรงพยาบาล BDMS BH เด่น รวมถึงหุ้นขนาดใหญ่ที่ราคายังปรับตัวขึ้นช้ากว่าตลาดที่น่าสนใจ ได้แก่ MINT CPALL HMPRO เป็นต้น


นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS เปิดเผยกับ “ข่าวหุ้นธุรกิจ” ว่า ทิศทางกระแสเงินทุนจากนักลงทุนต่างชาติ (Fund Flow) ภายหลังจากที่ไหลเข้าหุ้นขนาดใหญ่ (Large Cap) จนเริ่มตึงตัว มองว่ามีโอกาสที่เม็ดเงินเหล่านี้จะสลับไหลเข้าสู่หุ้นขนาดกลาง (Mid Cap) เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะ “กลุ่มไฟแนนซ์” ซึ่งได้รับปัจจัยหนุนจากภาวะเงินเฟ้อที่เริ่มปรับตัวลดลง (Deflation) โดยมีหุ้นเด่น ได้แก่ บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC และ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC นอกจากนี้ยังมี “กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม” ซึ่งเป็นเป้าหมายของต่างชาติเช่นกัน นำโดย บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA และ บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA

ขณะเดียวกัน หุ้นขนาดใหญ่ที่ราคายังปรับตัวขึ้นช้ากว่าตลาด (Laggard) เริ่มมีกระแสเงินทุนสลับเข้ามาลงทุน (Sector Rotation) อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มโรงพยาบาล โรงแรม และค้าปลีก ซึ่งมีหุ้นเป้าหมายสำคัญที่เม็ดเงินเริ่มไหลเข้าอย่างชัดเจน ได้แก่ บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT, บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL, บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS และ บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH

ด้าน นายธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) หรือ Pi ประเมินว่า เม็ดเงินจากต่างชาติในระยะนี้มักมุ่งเน้นไปที่หุ้นขนาดใหญ่ที่คุ้นเคย เช่น กลุ่มธนาคารพาณิชย์ สื่อสาร (ICT) พลังงาน โรงพยาบาล และค้าปลีก อย่างไรก็ตาม หากราคาหุ้นกลุ่มดังกล่าวปรับตัวสูงขึ้นจนตึงตัว เป้าหมายถัดไปที่จะรองรับฟันด์โฟลว์คือหุ้นขนาดกลางในกลุ่ม SET50 หรือ SET100

โดยกลุ่มหุ้นขนาดกลางที่น่าสนใจคือ “กลุ่มไฟแนนซ์” ที่ต่างชาติคุ้นเคยและเคยเก็งกำไรในอดีต รวมถึงมีความโดดเด่นด้านมูลค่าพื้นฐาน (Valuation) และโอกาสปรับตัวขึ้น แนะนำ MTC, บริษัท ติดล้อ โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TIDLOR และ บริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAWAD นอกจากนี้ยังมีกลุ่มโรงพยาบาลขนาดกลางที่ราคายังปรับขึ้นไม่มากอย่าง บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) หรือ BCH

ส่วนหุ้นขนาดใหญ่กลุ่ม Laggard ที่มีโอกาสรับเม็ดเงินคือ “กลุ่มค้าปลีก” แนะนำ CPALL และ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ HMPRO นอกจากนี้ “กลุ่มพลังงาน” อย่างโรงไฟฟ้า จะได้ประโยชน์สูงสุดจากทิศทางต้นทุนราคาน้ำมันที่ปรับลดลง นำโดย บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF และ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC

ขณะที่ นายชยุต ไกรลาศรัตนศิริ นักวิเคราะห์หลักทรัพย์และผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH Securities เปิดเผยว่า กลุ่มอุตสาหกรรมเด่นประกอบด้วย ท่องเที่ยว โรงพยาบาล และอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งรับปัจจัยบวกจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ผ่อนคลายลง รวมถึงยอดขายเครื่องดื่มที่สูงขึ้นจากสภาพอากาศร้อนจัด

โดยหุ้นเด่นที่มีโมเมนตัมเติบโตโดดเด่นคือ BCH แม้แนวโน้มกำไรสุทธิไตรมาสที่ 2 จะลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แต่คาดว่าจะฟื้นตัวโดดเด่นในไตรมาสที่ 3 จากการกลับมาของผู้ป่วยต่างชาติ ภาพรวมกำไรทั้งปีจะยังเติบโตได้ กลุ่มท่องเที่ยว แนะนำ บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW ที่ฟื้นตัวโดดเด่นตามภาคการท่องเที่ยว และมีปัจจัยบวกเฉพาะตัวจากการเปิดโรงแรมฮ็อป อินน์ (Hop Inn) ซึ่งคาดว่าจะช่วยผลักดันให้รายได้เติบโตอย่างมีนัยสำคัญในช่วงครึ่งหลังของปีตามปัจจัยฤดูกาล (High Season) ส่วนกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม แนะนำ บริษัท อิชิตัน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ICHI รับปัจจัยหนุนจากสภาพอากาศร้อนจัด รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นของรัฐบาล ซึ่งจะส่งเสริมงบผลประกอบการในช่วงที่เหลือของปี

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ที่ราคาปรับตัวขึ้นจนเต็มมูลค่าพื้นฐานแล้ว นายชยุต แนะนำให้ลงทุนในหุ้นกลุ่ม Laggard ที่ราคายังปรับตัวขึ้นช้ากว่าตลาด (Underperform) ซึ่งต่างชาติสนใจสลับกลุ่มลงทุน ได้แก่ โรงพยาบาลขนาดใหญ่อย่าง BH และ BDMS รวมถึงค้าปลีกขนาดใหญ่อย่าง CPALL ที่โมเมนตัมกำไรสุทธิปีนี้มีแนวโน้มที่ดีมาก ซึ่งจะเป็นตัวเร่งให้ต่างชาติพิจารณาสลับเม็ดเงินกลับมาสะสมในกลุ่มนี้อย่างต่อเนื่อง

Back to top button