
KSS ชี้ SET ยืนเหนือ 1,600 จุด รับแรงซื้อโรงไฟฟ้า-ไฟแนนซ์ แนะสะสม GULF-MTC-KTC
“กรภัทร วรเชษฐ์” มอง SET ปิดบวก 5.60 จุด ยืนเหนือ 1,600 จุด ได้แข็งแกร่ง รับแรงซื้อกลุ่มโรงไฟฟ้า-ไฟแนนซ์ หลังต้นทุนพลังงานลดและบอนด์ยีลด์อ่อนตัว ชู GULF, MTC และ KTC หุ้นเด่น
นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์กรุงศรี จำกัด (มหาชน) (KSS) เปิดเผยว่า ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ วันนี้( 6 ก.ค.)ปรับตัวเพิ่มขึ้น 5.60 จุด หรือ 0.35% ปิดที่ระดับ 1,616.88 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 66,000 ล้านบาท โดยสามารถยืนเหนือระดับ 1,600 จุดได้อย่างแข็งแกร่ง
ทั้งนี้ กลุ่มหุ้นที่เป็นแรงหนุนสำคัญต่อดัชนี ได้แก่ กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ นำโดย DELTA กลุ่มโรงไฟฟ้าและพลังงาน ได้แก่ GULF, GPSC, BGRIM และ RATCH รวมถึงกลุ่มอาหารอย่าง CPF และกลุ่มการเงิน นำโดย KTC
ขณะที่แรงกดดันดัชนีมาจากแรงขายทำกำไรในหุ้นกลุ่มธนาคาร อาทิ KBANK, KTB, SCB และ BBL รวมถึงหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลอย่าง BDMS กลุ่มขนส่ง ได้แก่ AOT และ THAI ตลอดจนกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ นำโดย CPN
สำหรับหุ้นที่เคลื่อนไหวโดดเด่นในวันนี้ ได้แก่ BGRIM ปรับตัวขึ้น 6.4% RATCH เพิ่มขึ้น 3.7% GPSC เพิ่มขึ้น 2.7% และ GULF เพิ่มขึ้น 1.2% โดย KSS ระบุว่า กลุ่มโรงไฟฟ้าได้รับแรงหนุนจากปัจจัยบวกทั้งด้านต้นทุนและการเติบโตในระยะยาว หลังราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติปรับตัวลดลงกลับมาอยู่ในระดับใกล้เคียงช่วงก่อนเกิดสงคราม ส่งผลบวกต่อต้นทุนการผลิตและกำไรในช่วงครึ่งหลังของปี 2569
นอกจากนี้ ยังมองว่ากลุ่มโรงไฟฟ้ากำลังก้าวเข้าสู่วัฏจักรการเติบโตรอบใหม่ โดยเฉพาะ GULF และ GPSC ที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุน (IBD/E) อยู่ที่ประมาณ 1.1 เท่า และมีศักยภาพรองรับการลงทุนในโครงการใหม่ ทั้งด้านดิจิทัลและพลังงานหมุนเวียน จึงยังคงให้น้ำหนักการลงทุนเชิงบวกต่อกลุ่มดังกล่าว พร้อมเลือก GULF เป็นหุ้นเด่น ราคาเป้าหมายปี 2569 ที่ 74 บาท
ด้านกลุ่มการเงินปรับตัวขึ้นเช่นกัน นำโดย THANI เพิ่มขึ้น 3.8% KTC เพิ่มขึ้น 3.55% SAWAD เพิ่มขึ้น 2.93% และ MTC เพิ่มขึ้น 0.76% จากปัจจัยบวกด้านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี ที่ปรับลดลง 7 จุดพื้นฐาน (bps) สู่ระดับ 1.94% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบประมาณ 4 เดือน ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินของผู้ประกอบการมีแนวโน้มลดลง ขณะที่รายได้ดอกเบี้ยส่วนใหญ่ยังเป็นอัตราคงที่ ส่งผลให้ส่วนต่างกำไร (Spread) มีโอกาสขยายตัว ประกอบกับราคาน้ำมันดิบที่อ่อนตัวลงต่อเนื่อง ช่วยหนุนกำลังซื้อและลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ โดย KSS เลือก MTC และ KTC เป็นหุ้นเด่นของกลุ่ม
ส่วน ICHI ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.4% โดยยังเป็นหุ้นเด่นในธีม El Niño Play แม้คาดว่ากำไรปกติไตรมาส 2/2569 จะทรงตัวทั้งเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนและไตรมาสก่อน จากแรงกดดันด้านต้นทุนที่ได้รับการชดเชยด้วยการควบคุมค่าใช้จ่ายและสิทธิประโยชน์ทางภาษี
อย่างไรก็ตาม คาดว่าผลการดำเนินงานจะโดดเด่นมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ต่อเนื่องถึงปี 2570 จากปัจจัยด้านสภาพอากาศ อีกทั้งราคาหุ้นยังอยู่ในระดับที่น่าสนใจเมื่อเทียบกับปัจจัยพื้นฐาน และคาดให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลทั้งปีราว 7.1% โดยแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 15.50 บาท
ขณะที่หุ้นกลุ่มยางพารา ได้แก่ STA และ STGT ปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.1% และ 3.9% ตามลำดับ สอดรับกับราคายางในตลาด TOCOM ที่ปรับขึ้น 1.06% ปิดที่ 410.3 เยนต่อกิโลกรัม ประกอบกับตลาดคาดการณ์ว่าผลประกอบการของ STA ในไตรมาส 2/2569 จะเติบโตโดดเด่น จากแรงหนุนของราคายางที่ปรับตัวสูงขึ้นตามทิศทางราคาน้ำมันดิบ

