
“กัณฑรา” ชี้ SET ไปต่อ รับเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้า แนะเล่นตามโฟลว์ ชู GULF-SCC-WHA
“กัณฑรา ลดาวัลย์ ณ อยุธยา” มองตลาดหุ้นไทยไปต่อ รับเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้าต่อเนื่อง และกระจายซื้อหลายกลุ่ม แนะลงทุนตามฟันด์โฟลว์ เน้นหุ้นใหญ่พื้นฐานดี-และมีสภาพคล่องสูง ชู GULF, SCC และ WHA ยังมีอัพไซด์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกัณฑรา ลดาวัลย์ ณ อยุธยา กรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) หรือ FSS เปิดเผยผ่านรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” เมื่อวันที่ 10 ก.ค.69 ว่า ตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อ หลังเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติไหลกลับเข้ามาอย่างชัดเจน โดยล่าสุดมียอดซื้อสุทธิกว่า 8 พันล้านบาทต่อวัน ขณะที่ดัชนี SET ยืนเหนือระดับ 1,600 จุดได้อย่างแข็งแกร่ง
นายกัณฑรากล่าวว่า ระดับดัชนีปัจจุบันยังไม่ถือว่าอยู่ในภาวะซื้อมากเกินไป เปรียบเสมือนการแข่งขันฟุตบอลที่ลูกบอลยังอยู่บริเวณกลางสนาม โดยแรงหนุนสำคัญมาจากฟันด์โฟลว์และสภาพคล่อง ซึ่งช่วยผลักดันราคาหุ้น แม้บางบริษัทอาจไม่ได้มีปัจจัยพื้นฐานโดดเด่นมากนัก
ทั้งนี้ กระแสเงินทุนต่างชาติรอบปัจจุบันยังไม่ถือว่ามากเกินไป เมื่อเทียบกับช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยรวมหลายแสนล้านบาท อีกทั้งแรงซื้อไม่ได้กระจุกอยู่เพียงหุ้นอิเล็กทรอนิกส์ แต่ยังครอบคลุมหุ้นธนาคาร พาณิชย์ และหุ้นขนาดใหญ่ในหลายกลุ่ม สะท้อนว่าเป็นการเข้าลงทุนในวงกว้างมากกว่าการเก็งกำไรเฉพาะหุ้นบางตัว
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้นักลงทุนเคลื่อนไหวตามทิศทางฟันด์โฟลว์ โดยเน้นหุ้นขนาดใหญ่ใน SET50 และ SET100 ที่มีสภาพคล่องสูงและปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง มากกว่าการดักซื้อหุ้นขนาดเล็กซึ่งอาจต้องใช้เวลารอรอบการปรับตัวขึ้น
สำหรับหุ้นขนาดใหญ่ที่ยังมีอัพไซด์ ได้แก่ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ให้ราคาเป้าหมาย 66 บาท รวมถึงบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC และบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA ซึ่งยังมีปัจจัยพื้นฐานรองรับ
ส่วนแรงซื้อหุ้นบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ผ่าน NVDR กว่า 1.4 พันล้านบาท มองว่าส่วนหนึ่งเกิดจากความคาดหวังผลประกอบการไตรมาส 2/69 ของกลุ่มพลังงานที่มีแนวโน้มดี ประกอบกับสภาพคล่องจากต่างชาติที่ช่วยผลักดันหุ้นขนาดใหญ่
นายกัณฑรากล่าวทิ้งท้ายว่า นักลงทุนไทยเริ่มขายสินทรัพย์ในต่างประเทศและโยกเงินกลับเข้าตลาดหุ้นไทยมากขึ้น เนื่องจากดัชนีปรับตัวซบเซามานาน 2–3 ปี ทำให้ระดับราคาหุ้นไทยมีความน่าสนใจ ขณะที่นักลงทุนสามารถเลือกลงทุนได้ทั้งหุ้นเทคโนโลยี หุ้นคุณค่า และหุ้นขนาดใหญ่ที่มีความเข้าใจและคุ้นเคย

