
PTT โรดโชว์สิงคโปร์คึกคัก! ต่างชาติสนร่วมทุน ลุ้นกำไรปี 69 ทะลุ 1.2 แสนล้าน เป้า 40 บาท
“โรดโชว์สิงคโปร์” ปลุกกระแส! กองทุนต่างชาติแห่สนใจสินทรัพย์กลุ่มโรงกลั่น-ปิโตรเคมีเครือ PTT หลังโครงการ Genesis กลับมาเดินหน้า ไทม์ไลน์ปิดดีลไตรมาส 1/70 ร่วมสร้างมูลค่าเพิ่มสินทรัพย์โรงกลั่น-ปิโตรเคมี ด้าน “เกียรตินาคินภัทร” ระบุดีลนี้ช่วยปลดล็อกมูลค่าหุ้นกลุ่มปตท. ดันราคาเป้าหมาย PTT 40 บาท ลุ้นกำไรปี 69 ทะลุ 1.2 แสนล้านบาท เติบโต 35.9% ยีลด์สูง 6% รับแนวโน้มราคาน้ำมัน 70-80 เหรียญต่อบาร์เรล
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากงาน PTT Group Day in Singapore เป็นงาน Roadshow/Conference ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ณ ประเทศสิงคโปร์ โดยมีบริษัทกลุ่มปตท. เข้าพบนักลงทุนสถาบันและผู้จัดการกองทุน เพื่ออัพเดททิศทางธุรกิจ ผลการดำเนินงาน และแผนการเติบโตในอนาคต ดำเนินการโดยบริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร (KKP)
โดยบริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร มีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT หลังร่วมงานโรดโชว์กับนักลงทุนที่ประเทศสิงคโปร์ ทั้งนี้นักลงทุนให้ความสนใจแผนปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ ภายใต้ “โครงการ Genesis” และแนวทางสร้างมูลค่าเพิ่มจากสินทรัพย์ (Asset Monetization) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการปลดล็อกมูลค่ากลุ่ม PTT ในระยะยาว กำหนดคำแนะนำ “ซื้อ” หุ้น PTT ให้ราคาเป้าหมาย 40 บาท
รายงานระบุว่า โครงการ Genesis ของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ซึ่งเป็นแผนปรับโครงสร้างและเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์กลุ่มน้ำมันและปิโตรเคมีได้กลับมาเดินหน้าต่อ หลังก่อนหน้านี้ชะลอตัวจากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ภายหลังสถานการณ์คลี่คลายและมีการหยุดยิงชั่วคราว ปตท.ได้กลับมาเจรจากับนักลงทุนเชิงกลยุทธ์ (Strategic Investor) อีกครั้ง
โดยจำนวนผู้สนใจเข้าร่วมลงทุนเพิ่มขึ้น สะท้อนความสนใจต่อโอกาสลงทุนในสินทรัพย์ของกลุ่มปตท.เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม นักลงทุนส่วนใหญ่ให้ความสนใจธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันมากกว่าธุรกิจ ปิโตรเคมี เนื่องจากมองเห็นโอกาสในการฟื้นตัวของค่าการกลั่น และแนวโน้มการสร้างผลตอบแทนที่ชัดเจนกว่าระยะกลาง ขณะที่ธุรกิจปิโตรเคมี ยังเผชิญแรงกดดันจากภาวะอุปทานส่วนเกิน และวัฏจักรขาลงของอุตสาหกรรม
ทั้งนี้คาดว่าการสรุปดีลจะเลื่อนออกไปเป็นไตรมาส 1 ปี 2570 จากเดิมคาดไว้ไตรมาส 4 ปี 2569 ส่วนกรณีที่บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC และ SCG Chemicals ลงนามบันทึกความเข้าใจเพื่อศึกษาการร่วมทุนในธุรกิจโอเลฟินส์ ถือเป็นธุรกรรมแยกต่างหาก และ PTTGC ยังคงอยู่ภายใต้โครงการ Genesis
สำหรับโครงการ Genesis คือ แผนบริหารพอร์ตสินทรัพย์กลุ่มน้ำมันและปิโตรเคมี บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT โดยครอบคลุมธุรกิจบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC และบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC มุ่งปรับโครงสร้างและดึงพันธมิตรเชิงกลยุทธ์เข้าร่วมลงทุน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ยกระดับศักยภาพการแข่งขันและสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินทรัพย์ในระยะยาว
ส่วนประเด็นการปรับโครงสร้างราคาก๊าซในประเทศ แม้รัฐบาลจะมีมาตรการดูแลภาคโรงกลั่นและโรงไฟฟ้า แต่ปตท. มองว่าโอกาสที่จะกลับไปใช้โครงสร้างราคาก๊าซแบบเดิมมีค่อนข้างต่ำ หลังโครงสร้างใหม่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนมกราคม 2569 โดยโครงสร้างใหม่ช่วยเพิ่ม EBITDA ให้กับธุรกิจก๊าซ (GSP) จากเฉลี่ยประมาณ 470 ล้านบาทต่อไตรมาส จากเดิมขาดทุนจากการดำเนินงานปี 2568 สามารถพลิกมีกำไรประมาณ 4,400 ล้านบาท ช่วงไตรมาสแรกปี 2569
กำไรปีนี้ทะลุแสนล้าน
ด้านประมาณการผลประกอบการ ฝ่ายวิจัย บล.เกียรตินาคิน คาดว่า ปตท. จะมีกำไรสุทธิ 90,167 ล้านบาทในปี 2568 ก่อนเพิ่มเป็น 122,550 ล้านบาท ในปี 2569 หรือเติบโต 35.9% และเพิ่มเป็น 126,290 ล้านบาท ในปี 2570 โดยเชื่อว่าโครงการ Genesis จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยปลดล็อกมูลค่าของบริษัทในเครือ สนับสนุนราคาหุ้นระยะถัดไป ควบคู่กับมูลค่าหุ้นที่ยังอยู่ในระดับน่าสนใจ และอัตราเงินปันผลที่โดดเด่น
ขณะที่ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด (CGSI) ระบุว่า โครงการ Genesis (Genesis Project) จะช่วยลดภาระทางการเงินของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT จากการให้ความช่วยเหลือบริษัทย่อยในกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีและโรงกลั่นช่วงที่อุตสาหกรรมยังอยู่ในภาวะชะลอตัว
ทั้งนี้ ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” หุ้น PTT โดยมองว่า ต้นทุน Pool Gas ที่ปรับลดลงจะเป็นปัจจัยหนุนสำคัญต่อ EBITDA ของธุรกิจก๊าซ ขณะที่คาดว่า PTT จะยังสามารถรักษาการจ่ายเงินปันผลที่ 2 บาทต่อหุ้น ในช่วงปี 2568-2570 คิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ราว 6% ต่อปี
กลุ่มโรงกลั่นเซ็กซี่
นายสุวัฒน์ สินสาฎก กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด ประเมินว่า ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 70-80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับที่เหมาะสมกับภาวะตลาดในปัจจุบัน และยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้อีกเล็กน้อย หากสถานการณ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังคงตึงเครียด
สำหรับความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ มองว่า เป็น “เกมการเมือง” ที่มีแนวโน้มยืดเยื้อและยากต่อการคาดการณ์จุดสิ้นสุด อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ มีท่าทีแข็งกร้าว และพร้อมเผชิญหน้ามากขึ้น เนื่องจากได้รับแรงสนับสนุนจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเฉพาะอัตราเงินเฟ้อที่เริ่มอยู่ภายใต้การควบคุม และทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่ปรับเข้าสู่ระดับเป้าหมาย ทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ มีความยืดหยุ่นในการดำเนินนโยบายต่างประเทศมากขึ้น
ทั้งนี้การทรงตัวของราคาพลังงานในระดับสูง ถือเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นกลุ่มพลังงาน โดยเฉพาะกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมี มีแนวโน้มได้รับอานิสงส์จากค่าการกลั่น และส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่ปรับตัวดีขึ้น ส่งผลให้ผลประกอบการมีโอกาสฟื้นตัวตามทิศทางอุตสาหกรรม
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นจะช่วยหนุนราคาหุ้นกลุ่มพลังงาน แต่คาดว่าการปรับตัวขึ้นของราคาหุ้นรอบนี้จะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป และไม่น่าร้อนแรงเท่ากับรอบก่อน เนื่องจากตลาดได้สะท้อนปัจจัยบวกจากราคาน้ำมันไปในระดับหนึ่งแล้ว ประกอบกับนักลงทุนยังคงติดตามทิศทางเศรษฐกิจโลกและอุปสงค์การใช้น้ำมันอย่างใกล้ชิด
จากการวิเคราะห์หุ้นกลุ่มปิโตรเคมีและโรงกลั่น พบว่า ราคาน้ำมันดิบในกรอบ 70-80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ถือเป็นระดับที่เหมาะสมต่อการดำเนินธุรกิจทั้งกลุ่มปิโตรเคมีและโรงกลั่น เนื่องจากช่วยรักษาสมดุลของต้นทุนวัตถุดิบและอุปสงค์ในตลาด
ด้านความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น พบว่ากลุ่มปิโตรเคมี นำโดยบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC และบริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) หรือ IVL ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ กลุ่มโรงกลั่น ได้แก่ บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC และบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP รวมทั้งบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP มีทิศทางการเคลื่อนไหวในเชิงบวกเช่นกัน
นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) แนะนำเก็งกำไรหุ้นบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT โดยให้ราคาเป้าหมายปี 2569 ที่ 40 บาท มองว่าธุรกิจหลักกำลังเข้าสู่วัฏจักรฟื้นตัว ส่งผลให้คาดกำไรปกติ ช่วงปี 2569-2571 เติบโตเฉลี่ย (CAGR) ราว 19% ต่อปี ขณะที่กำไรปกติปี 2569 มีแนวโน้มเติบโตถึง 66% นอกจากนี้ หุ้นยังซื้อขายในระดับมูลค่าที่น่าสนใจ โดยมี P/BV ปี 2569 เพียง 0.9 เท่า พร้อมคาดให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงกว่า 5.5% ต่อปี
สำหรับบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP ให้ราคาเป้าหมายปี 2569 ที่ 165 บาท โดยคาดกำไรปกติไตรมาส 2/2569 จะเติบโต 75% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 26% จากไตรมาสก่อน จากแรงหนุนของปัญหา Supply Disruption ในตลาดน้ำมันที่ส่งผลให้ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง ขณะที่กำไรปกติทั้งปี 2569 คาดเติบโต 31%
นอกจากนี้ ราคาหุ้น PTTEP ปัจจุบันปรับขึ้นเพียง 4.1% เมื่อเทียบช่วงก่อนเกิดความขัดแย้ง (Pre-war) ขณะที่ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 10% สะท้อนว่าราคาหุ้นยังปรับขึ้นน้อยกว่าปัจจัยพื้นฐาน อีกทั้งยังซื้อขายที่ P/BV ปี 2569 ราว 0.99 เท่า และคาดให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลในระดับ 6-7% ต่อปี จึงยังเป็นหุ้นที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนระยะสั้น จากปัจจัยสนับสนุนของราคาน้ำมันที่ยังแข็งแกร่ง และแนวโน้มผลประกอบการที่เติบโตต่อเนื่อง

