
ONSENS แย้มครึ่งปีหลังแจ่ม รับท่องเที่ยวฟื้น พลิกโฉม “ยูโนโมริพัทยา” ดันรายได้ปีนี้โต 15%
ONSENS มั่นใจครึ่งปีหลังโตต่อ รับกระแส Wellness-ท่องเที่ยวฟื้น ตั้งเป้ารายได้ปี 69 เพิ่ม 10-15% เดินหน้าลงทุน Social Wellness Hotel บริเวณทองหล่อ มูลค่า 400 ล้านบาท คาดเปิดปี 70
นายสมิทธิ์ เมฆอรุณกมล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออนเซ็น รีทรีต แอนด์ สปา กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ONSENS เปิดเผยว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งหลังปี 2569 มีทิศทางเติบโตต่อเนื่อง จากแรงหนุนของกระแสการดูแลสุขภาพ (Wellness) ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ควบคู่กับการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวคุณภาพ ส่งผลให้ความต้องการใช้บริการออนเซ็น สปา และบริการด้านสุขภาพขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ช่วงครึ่งปีหลังยังเป็นฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season) และมีเทศกาลสำคัญหลายช่วง ทำให้ไตรมาส 3/2569 และไตรมาส 4/2569 เป็นช่วงที่บริษัทมีผลประกอบการโดดเด่นกว่าครึ่งปีแรก พร้อมตั้งเป้ารายได้ปี 2569 เติบโต 10-15% จากปีก่อน
โดยบริษัทมีแผนเพิ่มจำนวนผู้ใช้บริการผ่านการขยายฐานลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ควบคู่กับการเปิดตัวบริการใหม่และยกระดับมาตรฐานการให้บริการในทุกสาขา ปัจจุบันลูกค้าชาวไทยคิดเป็นสัดส่วน 48.9% และลูกค้าต่างชาติ 50.1% โดยคาดว่าสัดส่วนลูกค้าต่างชาติจะเพิ่มขึ้นในช่วงปลายปีตามการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว
ล่าสุดบริษัทได้ยกระดับ Yunomori สู่การเป็น Everyday Wellness Destination ผ่านการเปิดตัว Yunomori Onsen & Spa สาขาพัทยาโฉมใหม่ ภายใต้แนวคิด FIRST TIME TOGETHER ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของแบรนด์ที่นำเสนอประสบการณ์ออนเซ็นแบบ Mixed-Gender เปิดโอกาสให้กลุ่มเพื่อน ครอบครัว และคู่รักได้ใช้เวลาร่วมกันผ่านกิจกรรมเพื่อการฟื้นฟูสุขภาพ สอดรับกระแส Social Wellness ที่กำลังเติบโต
การปรับโฉมสาขาพัทยาครั้งนี้เป็นการต่อยอดจุดแข็งด้านออนเซ็นญี่ปุ่นและสปา สู่การสร้าง Wellness Ecosystem ที่เชื่อมโยงศาสตร์ด้าน Recovery, Preventive Wellness และ Longevity เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อยกระดับประสบการณ์การดูแลสุขภาพแบบครบวงจร
นอกจากนี้ บริษัทยังเปิดตัว Yunomori MOVE สตูดิโอด้าน Movement & Recovery ที่ผสานการออกกำลังกาย เช่น Pilates, Barre, Strength Training และ Stretching เข้ากับศาสตร์การฟื้นฟูด้วยออนเซ็นและสปาไว้ในสถานที่เดียว พร้อมเตรียมปรับโฉมสาขาสุขุมวิท ซึ่งเป็นสาขาแรกของแบรนด์ และทยอยเปิดตัวอัตลักษณ์แบรนด์รูปแบบใหม่ เพื่อสะท้อนภาพลักษณ์ที่ทันสมัย ควบคู่กับการรักษาเอกลักษณ์และปรัชญาความเป็นญี่ปุ่นซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของแบรนด์
ด้านการลงทุน บริษัทเดินหน้าพัฒนาโครงการ Social Wellness Hotel บริเวณทองหล่อ 17 มูลค่ากว่า 400 ล้านบาท ซึ่งมีความคืบหน้าตามแผน และคาดว่าจะเปิดให้บริการในช่วงครึ่งหลังปี 2570 เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจ Wellness ในระยะยาว
พร้อมกันนี้ บริษัทยังเดินหน้าสร้างความร่วมมือ (Collaboration) กับพันธมิตรในกลุ่มสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ และการท่องเที่ยว อาทิ Friends Found, Sabai Run Club Bangkok และ YPS Pilates Club BKK เพื่อขยายฐานลูกค้า เพิ่มความถี่ในการใช้บริการ และผลักดันมูลค่าการใช้จ่ายเฉลี่ยต่อบิล รวมถึงเตรียมขยายความร่วมมือกับพันธมิตรเพิ่มเติมในอนาคต
สำหรับโครงสร้างรายได้ ปัจจุบันรายได้หลักประมาณ 83% มาจากธุรกิจออนเซ็นและสปา ขณะที่ธุรกิจ F&B (อาหาร) มีสัดส่วนราว 14-15% และส่วนที่เหลือเป็นรายได้จากธุรกิจอื่น โดยบริษัทตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้จากธุรกิจใหม่ให้ไม่น้อยกว่า 10% ของรายได้รวมในระยะยาว เพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้างแหล่งรายได้ใหม่
ล่าสุด บริษัทได้เริ่มเปิดให้บริการ Yunomori MOVE ที่สาขาสาทร ซึ่งเป็นบริการด้าน Movement & Recovery และมีแผนขยายไปยังสาขาทองหล่อ รวมถึงสาขาอื่นที่มีศักยภาพ เพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติมในอนาคต
ปัจจุบัน สาขาสุขุมวิทและสาขาสาทรเป็นสาขาที่สร้างรายได้สูงสุดของบริษัท โดยมีสัดส่วนรายได้และจำนวนผู้ใช้บริการใกล้เคียงกัน ขณะที่สาขาพัทยาเป็นสาขาที่สร้างรายได้สูงเป็นอันดับ 3 สะท้อนศักยภาพของตลาดท่องเที่ยวและความต้องการใช้บริการด้านสุขภาพที่แข็งแกร่ง
บริษัทระบุว่า ปัจจุบันอัตราการใช้กำลังการให้บริการ (Utilization Rate) ยังไม่เกิน 50% ทำให้สามารถรองรับลูกค้าที่เพิ่มขึ้นได้อีกมากโดยไม่จำเป็นต้องลงทุนขยายกำลังการให้บริการในระยะสั้น โดยกลยุทธ์หลักยังคงมุ่งเน้นการเพิ่มยอดขายจากสาขาเดิม (Same Store Sales Growth) ผ่านการขยายฐานลูกค้าใหม่ควบคู่กับการรักษาฐานลูกค้าเดิม เพื่อผลักดันการเติบโตแบบออร์แกนิก
สำหรับแผนขยายสาขา บริษัทอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนในเมืองท่องเที่ยวและทำเลศักยภาพทั่วประเทศ หลังได้รับความสนใจจากพันธมิตรและนักลงทุนหลายพื้นที่ อย่างไรก็ตาม จะพิจารณาการลงทุนอย่างรอบคอบ โดยยึดแนวทางการขยายธุรกิจแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้มั่นใจว่าทำเล ตลาด และพันธมิตรมีศักยภาพรองรับการเติบโตอย่างยั่งยืน
ขณะเดียวกัน บริษัทยังคงติดตามปัจจัยเสี่ยงที่อาจกระทบต่อการดำเนินธุรกิจอย่างใกล้ชิด ทั้งภาวะเศรษฐกิจโลก ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ความผันผวนของราคาพลังงาน รวมถึงแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและต้นทุนก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้น พร้อมให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนและการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรและสนับสนุนการเติบโตในระยะยาว

