
เปิดโผ SET50 “ขึ้นแรง-ลงลึก” 7 เดือนแรก TFG แชมป์รีเทิร์น 121%
สำรวจหุ้น SET50 รอบ 7 เดือน พบ 44 หลักทรัพย์ปรับขึ้น โดย TFG ครองแชมป์พุ่ง 120.85% ขณะที่ CCET-TOP-SCGP-PTTGC บวกเกิน 75% สะท้อนแรงซื้อหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว พ่วง Fund Flow ต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทยเกือบ 7 หมื่นล้านบาท ส่วนหุ้นติดลบมีเพียง 6 หลักทรัพย์ โดย THAI รั้งท้ายลดลงมากสุด 19.42%
“ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” สำรวจความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่ม SET50 จำนวน 50 หลักทรัพย์ โดยเปรียบเทียบราคาปิด ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 กับราคาปิด ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2568 เพื่อสะท้อนทิศทางการลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569
จากการสำรวจพบว่า หุ้นส่วนใหญ่ปรับตัวในทิศทางบวก โดยเฉพาะกลุ่มอาหาร อิเล็กทรอนิกส์ พลังงาน ปิโตรเคมี และธนาคารพาณิชย์ ท่ามกลางแรงซื้อหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวและแนวโน้มผลประกอบการแข็งแกร่ง
ทั้งนี้ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ปรับตัวจาก 1,259.67 จุด ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2568 มาอยู่ที่ 1,623.64 จุด ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 เพิ่มขึ้น 363.97 จุด หรือ 28.89% และกลับมายืนเหนือระดับ 1,600 จุดอีกครั้ง
ขณะเดียวกัน กระแสเงินทุนต่างชาติส่งสัญญาณฟื้นตัว โดยตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-5 สิงหาคม 2569 นักลงทุนต่างประเทศมียอดซื้อสุทธิหุ้นไทยรวม 68,201.74 ล้านบาท สะท้อนการกลับมาเพิ่มน้ำหนักลงทุนในตลาดหุ้นไทย แม้ตลาดยังเผชิญความผันผวนจาก Bond Yield สหรัฐฯ เงินเฟ้อ และสถานการณ์ตะวันออกกลาง
สำหรับหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดอันดับหนึ่ง คือ บริษัท ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TFG ราคาหุ้นปิด ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 อยู่ที่ 9.85 บาท เทียบกับ 4.46 บาท ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2568 เพิ่มขึ้น 5.39 บาท หรือ 120.85%
นายเพชร นันทวิสัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TFG ระบุว่า การได้รับคัดเลือกเข้าคำนวณดัชนี SET50 ในครึ่งหลังปี 2569 ต่อเนื่องจาก MSCI Global Small Cap Index สะท้อนพื้นฐานและสภาพคล่องของหุ้นที่แข็งแกร่ง ขณะที่บริษัทตั้งเป้ารายได้ปี 2569 เติบโต 10-15% จากการขยายธุรกิจค้าปลีก “Thai Foods Fresh Market” และการลงทุนในเวียดนาม ซึ่งเป็น Growth Engine ระยะยาว
ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS คงคำแนะนำ “ซื้อ” TFG ราคาเป้าหมาย 11.50 บาท และเลือกเป็น Top Pick กลุ่มอาหาร แม้คาดกำไรปกติไตรมาส 2/69 ลดลงสู่ 1,624 ล้านบาท แต่ประเมินว่าเป็นจุดต่ำสุดของปี ก่อนฟื้นตัวแบบ V-shape ในครึ่งปีหลังตามราคาสุกรที่ฟื้นและการขยายสาขาค้าปลีก
KSS คาดกำไรปกติปี 2569 อยู่ที่ 8,048 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.3% จากปีก่อน ก่อนเพิ่มเป็น 10,069 ล้านบาทในปี 2570 เติบโต 25% จากการขยายธุรกิจค้าปลีก การเพิ่มสัดส่วนจำหน่ายผลิตภัณฑ์สุกรที่มีมาร์จิ้นสูง และการขยายธุรกิจในเวียดนาม
อันดับสองคือ บริษัท แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ CCET ราคาหุ้นปิด ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 อยู่ที่ 8.30 บาท จาก 4.52 บาท ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2568 เพิ่มขึ้น 3.78 บาท หรือ 83.63%
บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) หรือ BLS มองว่า CCET ได้อานิสงส์จากการลงทุนด้าน AI และเซมิคอนดักเตอร์ ผ่านธุรกิจรับจ้างผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (EMS) โดยบริษัทกำลังเพิ่มสัดส่วนงานที่มีมาร์จิ้นสูง เช่น AI Server, Semicap Modules, HVDC และ EV Charger ซึ่งจะทยอยสร้างรายได้ตั้งแต่ครึ่งหลังปี 2569 ต่อเนื่องถึงปี 2570
ทั้งนี้ BLS ประเมินมูลค่าพื้นฐาน CCET ที่ 5.00-6.50 บาท และกรณีเชิงบวกอาจมีมูลค่ายุติธรรมถึง 8 บาท หากรับรู้โครงการใหม่ได้เต็มที่ อย่างไรก็ตาม ระดับดังกล่าวยังต่ำกว่าราคาหุ้นปิด ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569
อันดับสามคือ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP ราคาหุ้นปิด ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 อยู่ที่ 65.50 บาท เทียบกับ 36.00 บาท ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2568 เพิ่มขึ้น 29.50 บาท หรือ 81.94%
บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า TOP ยังได้รับแรงหนุนจากค่าการกลั่นที่แข็งแกร่ง โดยค่าการกลั่นอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ในไตรมาส 3/69 อยู่ราว 20.8 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ใกล้เคียงไตรมาสก่อน ขณะที่ต้นทุน Crude Premium มีแนวโน้มลดลง จึงคาดผลประกอบการไตรมาส 3/69 มีโอกาสดีขึ้นจากไตรมาส 2/69
ฝ่ายวิจัยปรับประมาณการกำไรสุทธิ TOP ปี 2569 ขึ้นเป็น 28,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 95% จากปีก่อน พร้อมมองกระแสเงินสดมีแนวโน้มแข็งแกร่งขึ้น และมีโอกาสกลับมาจ่ายเงินปันผลในระดับสูงหลังภาระลงทุนโครงการ Clean Fuel Project ลดลง จึงปรับคำแนะนำเป็น “ซื้อเก็งกำไร” ราคาเป้าหมาย 66 บาท
สำหรับหุ้นที่ปรับตัวโดดเด่นลำดับถัดมา ได้แก่ บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP ราคาหุ้นปิด ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 อยู่ที่ 30.50 บาท จาก 17.10 บาท ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2568 เพิ่มขึ้น 78.36%
บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ปิดที่ 36.75 บาท ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 จาก 21.00 บาท ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2568 เพิ่มขึ้น 75.00%
บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ปิดที่ 44.75 บาท จาก 26.00 บาท เพิ่มขึ้น 72.12%, ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP ปิดที่ 111.00 บาท จาก 68.00 บาท เพิ่มขึ้น 63.24%, บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA ปิดที่ 278.00 บาท จาก 173.00 บาท เพิ่มขึ้น 60.69%
ขณะที่ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ราคาปิด ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 อยู่ที่ 66.75 บาท จาก 41.75 บาท ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2568 เพิ่มขึ้น 59.88% และ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB ปิดที่ 44.25 บาท จาก 28.25 บาท เพิ่มขึ้น 56.64%
ส่วนหุ้นที่ปรับขึ้นมากกว่า 40% ได้แก่ COM7 ราคาปิด ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 อยู่ที่ 30.50 บาท จาก 19.60 บาท ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2568 เพิ่มขึ้น 55.61%, TTB อยู่ที่ 3.06 บาท จาก 2.02 บาท เพิ่มขึ้น 51.49%, CRC อยู่ที่ 26.75 บาท จาก 18.00 บาท เพิ่มขึ้น 48.61%
รวมถึง WHA อยู่ที่ 4.86 บาท จาก 3.28 บาท เพิ่มขึ้น 48.17%, KTC อยู่ที่ 38.25 บาท จาก 26.25 บาท เพิ่มขึ้น 45.71% และ GPSC อยู่ที่ 51.75 บาท จาก 36.00 บาท เพิ่มขึ้น 43.75% โดยทั้งหมดเป็นการเปรียบเทียบราคาปิด ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 กับวันที่ 30 ธันวาคม 2568
สำหรับ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU ราคาหุ้นปิด ณ วันที่ 16 กรกฎาคม 2569 อยู่ที่ 15.16 บาท เทียบกับ 13.02 บาท ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2568 เพิ่มขึ้น 2.14 บาท หรือ 16.44%
อย่างไรก็ตาม BANPU ใช้ช่วงเวลาเปรียบเทียบไม่เต็ม 7 เดือน เนื่องจากหุ้นถูกขึ้นเครื่องหมาย SP ระหว่างวันที่ 17 กรกฎาคม-3 สิงหาคม 2569 เพื่อดำเนินการเกี่ยวกับการจัดสรรหุ้นสามัญของบริษัทใหม่ภายหลังการควบรวม BANPU และ BPP รวมถึงการนำหุ้นบริษัทใหม่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ
เมื่อพิจารณารายอุตสาหกรรม พบว่า กลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี ปรับตัวโดดเด่นหลายหลักทรัพย์ ทั้ง TOP, PTTGC, BCP, GULF, GPSC, PTTEP, PTT และ EGCO รับแรงหนุนจากราคาพลังงาน ค่าการกลั่น และแนวโน้มอุปทานที่ยังตึงตัวในบางธุรกิจ
ด้าน กลุ่มธนาคารและการเงิน มีแรงซื้อกระจายใน KKP, KTB, TTB, KTC, TCAP, KBANK, TISCO, BBL, TIDLOR, SCB และ MTC สอดคล้องกับมุมมอง KSS ที่ปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิกลุ่มธนาคารปี 2569 และ 2570 ขึ้นเป็น 2.21 แสนล้านบาท และ 2.29 แสนล้านบาท ตามลำดับ พร้อมคงมุมมอง “BULLISH”
KSS เลือก ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK และ KTB เป็นหุ้นเด่นของกลุ่ม โดยแนะนำ “ซื้อ” KBANK ราคาเป้าหมาย 300 บาท และ KTB ราคาเป้าหมาย 55 บาท จากแนวโน้มกำไร คุณภาพสินทรัพย์ และโอกาสรับประโยชน์จากวัฏจักรการลงทุนรอบใหม่
ขณะเดียวกัน แนะนำ “ซื้อ” ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL ราคาเป้าหมาย 225 บาท, ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB ราคาเป้าหมาย 3.50 บาท และ KKP ราคาเป้าหมาย 145 บาท ส่วน บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB แนะนำ “ถือ” ราคาเป้าหมาย 155 บาท และ บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO แนะนำ “ลดการลงทุน” ราคาเป้าหมาย 115 บาท
นอกจากนี้ KSS คาดว่ากลุ่มธนาคารจะรักษา Dividend Yield ระดับ 5-6% ในปี 2569 จากฐานเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง ขณะที่ ROE มีโอกาสฟื้นตัวในปี 2570 จากการสิ้นสุดวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง การลงทุนภาครัฐ และการเติบโตของธุรกิจ Wealth Management
ส่วน กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยี ยังคงสร้างผลตอบแทนโดดเด่น นำโดย CCET เพิ่มขึ้น 83.63%, DELTA เพิ่มขึ้น 60.69% และ COM7 เพิ่มขึ้น 55.61% สะท้อนความคาดหวังต่อการเติบโตของ AI และธุรกิจเทคโนโลยี
ด้านหุ้นที่ปรับตัวลดลงมีเพียง 6 หลักทรัพย์ นำโดย บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI ราคาหุ้นปิด ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 อยู่ที่ 5.60 บาท เทียบกับ 6.95 บาท ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2568 ลดลง 1.35 บาท หรือ 19.42%
ตามด้วย บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU ราคาปิด ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 อยู่ที่ 12.20 บาท จาก 12.80 บาท ณ วันที่ 30 ธันวาคม 2568 ลดลง 4.69%, บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR อยู่ที่ 12.80 บาท จาก 13.30 บาท ลดลง 3.76%
ขณะที่ บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT อยู่ที่ 23.60 บาท จาก 24.30 บาท ลดลง 2.88%, บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ HMPRO อยู่ที่ 6.50 บาท จาก 6.65 บาท ลดลง 2.26% และ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS อยู่ที่ 19.20 บาท จาก 19.30 บาท ลดลง 0.52% โดยทั้งหมดเป็นการเปรียบเทียบราคาปิด ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 กับวันที่ 30 ธันวาคม 2568
ดังนั้น จากหุ้น SET50 ที่สำรวจครบ 50 หลักทรัพย์ พบว่า มีหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น 44 หลักทรัพย์ และลดลง 6 หลักทรัพย์ สะท้อนการฟื้นตัวของหุ้นขนาดใหญ่ในวงกว้าง โดยเฉพาะกลุ่มพลังงาน-ปิโตรเคมี ธนาคาร-การเงิน และอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่การลงทุนระยะถัดไปยังต้องติดตามทิศทาง Fund Flow ต่างชาติ ราคาพลังงาน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ และผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนเป็นสำคัญ


