
BCP บวกต่อ 3% รับงบ Q2 พลิกกำไร 1.22 หมื่นล้าน อานิสงส์ค่าการกลั่น-ราคาน้ำมัน SAF หนุน
BCP บวกต่อ 3% ขานรับรายงานผลดำเนินงานไตรมาส 2/69 พลิกมีกำไรสุทธิ 12,239 ล้านบาท จากปีก่อนขาดทุน 2,560 ล้านบาท รับค่าการกลั่นและราคาน้ำมันเพิ่ม พร้อมเริ่มรับรู้รายได้ SAF ดันครึ่งปีแรกกำไร 18,383 ล้านบาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (7 ส.ค.69) ราคาหุ้น บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ณ เวลา 10:13 น. อยู่ที่ระดับ 45.75 บาท บวก 1.25 บาท หรือ 2.81% สูงสุดที่ระดับ 45.75 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 44.50 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 182.33 ล้านบาท

สำหรับราคาหุ้นปรับตัวขึ้นเป็นผลมาจาบริษัทรายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 และงวด 6 เดือนแรก สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2569 พลิกมีกำไรสุทธิ ดังนี้

สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 บริษัทพลิกมีกำไรสุทธิ 12,239.36 ล้านบาท จากงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีผลขาดทุนสุทธิ 2,560.10 ล้านบาท ซึ่งผลประกอบการที่ฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญมาจากรายได้จากการขายและการให้บริการในไตรมาส 2/2569 ที่ 183,553 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46% จากปีก่อน โดยหลักมาจากกลุ่มธุรกิจการค้าน้ำมัน ธุรกิจโรงกลั่น การตลาดและพลังงานชีวภาพ รวมถึงธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ หลังราคาน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ขณะที่กำลังการผลิตของโรงกลั่นสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน
นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ BCP เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ปี 2569 ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากผลประกอบการที่แข็งแกร่งขึ้นของหลายกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจโรงกลั่นและทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงการเริ่มรับรู้ผลการดำเนินงานจากธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF)
ปัจจัยสำคัญในไตรมาสนี้มาจากการกลับรายการผลขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากการวัดมูลค่ายุติธรรม (Mark-to-Market) ในไตรมาสก่อน ส่งผลให้ผลขาดทุนจากสัญญาซื้อขายส่วนต่างน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันล่วงหน้า (Oil Hedging) ลดลงเหลือ 879 ล้านบาท พร้อมรับรู้กำไรที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง (Unrealized Gain) จำนวน 4,415 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน หน่วยผลิต SAF เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์และส่งมอบผลิตภัณฑ์เป็นครั้งแรกในเดือนพฤษภาคม 2569 โดยเดินเครื่องเฉลี่ย 6.8 พันบาร์เรลต่อวัน (KBD) และมียอดจำหน่ายรวม 39 ล้านลิตร ประกอบกับส่วนต่างราคาระหว่าง SAF และน้ำมันพืชใช้แล้ว (SAF-UCO Spread) อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ธุรกิจ SAF เริ่มสร้าง EBITDA และเป็นอีกหนึ่งปัจจัยขับเคลื่อนผลประกอบการของกลุ่มบริษัททั้งในไตรมาสนี้และระยะยาว
สำหรับกลุ่มธุรกิจโรงกลั่น การตลาด และพลังงานชีวภาพ ผลการดำเนินงานปรับตัวดีขึ้น โดยธุรกิจโรงกลั่นได้รับแรงหนุนจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันที่เพิ่มขึ้น แม้ค่าการกลั่นพื้นฐานและกำลังการผลิตเฉลี่ยลดลงเล็กน้อย ขณะที่ธุรกิจการตลาดมีค่าการตลาดสุทธิเพิ่มขึ้น ช่วยชดเชยผลกระทบจากปริมาณจำหน่ายที่ลดลง ส่วนธุรกิจพลังงานชีวภาพได้รับแรงหนุนจากยอดจำหน่ายไบโอดีเซลที่เพิ่มขึ้น
ด้านกลุ่มธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่กลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานได้รับปัจจัยสนับสนุนจากโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ แม้ภาพรวมปริมาณจำหน่ายไฟฟ้าจะได้รับผลกระทบจากปัจจัยฤดูกาลในบางโครงการ
นายชัยวัฒน์กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้สถานการณ์พลังงานโลกยังมีความไม่แน่นอน ทั้งจากความผันผวนของราคาพลังงาน ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ แต่บริษัทฯ ยังคงบริหารความเสี่ยงควบคู่กับการสร้างการเติบโตจากธุรกิจพลังงานแห่งอนาคต พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานจากการผสานศักยภาพของโรงกลั่นทั้งสองแห่ง
ส่งผลให้ในช่วงครึ่งปีแรกปี 2569 กลุ่มบริษัทบางจากรับรู้ผลประโยชน์จากความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง (Recurring Synergy) และการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Business Improvement) รวมประมาณ 5,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 3,000 ล้านบาท ในช่วงเดียวกันของปีก่อน
นอกจากนี้ บริษัทฯ ผ่านบริษัทย่อย Bangchak Hong Kong Holding Limited ได้เข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของ Chevron Hong Kong Limited เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 และเปลี่ยนชื่อเป็น Bangchak Hong Kong Limited (BHK) โดยจะเริ่มรับรู้ผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ธุรกรรมดังกล่าวครอบคลุมสถานีบริการน้ำมัน 31 แห่ง พร้อมคลังน้ำมันและท่าเทียบเรือในฮ่องกง ซึ่งจะช่วยต่อยอดธุรกิจค้าปลีกน้ำมันและขยายฐานธุรกิจของกลุ่มบางจากในต่างประเทศ
ด้านนางสาวภัทร์ภูรี ชินกุลกิจนิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานบัญชีและการเงิน เปิดเผยผลการดำเนินงานรายกลุ่มธุรกิจในไตรมาส 2 ปี 2569 ว่า กลุ่มธุรกิจโรงกลั่น การตลาด และพลังงานชีวภาพ มีรายได้ 144,177 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% จากไตรมาสก่อน และ 45% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ EBITDA อยู่ที่ 17,186 ล้านบาท
สำหรับ ธุรกิจโรงกลั่น มีรายได้ 152,272 ล้านบาท และ EBITDA 14,029 ล้านบาท โดยรับรู้ผลขาดทุนจากสัญญาซื้อขายส่วนต่างน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันล่วงหน้า รวมผลจากการวัดมูลค่ายุติธรรมที่ 1.09 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือประมาณ 879 ล้านบาท ลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากไตรมาสก่อน ขณะเดียวกันเริ่มรับรู้ EBITDA จากการดำเนินงานเชิงพาณิชย์ของหน่วยผลิต SAF จำนวนประมาณ 1,000 ล้านบาท
ส่วน ธุรกิจการตลาด มีรายได้ 123,847 ล้านบาท และ EBITDA 2,831 ล้านบาท โดยค่าการตลาดสุทธิฟื้นตัวสู่ระดับ 1.26 บาทต่อลิตร หลังสิ้นสุดมาตรการตรึงราคาน้ำมันและมีการทยอยปรับราคาจำหน่ายให้สอดคล้องกับตลาดโลก
ณ สิ้นไตรมาส 2 กลุ่มบริษัทบางจากมีสถานีบริการรวม 2,191 แห่ง จุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้ามากกว่า 617 สถานี และมีส่วนแบ่งตลาดผ่านสถานีบริการ 27.9% พร้อมเดินหน้าขยายผลิตภัณฑ์พรีเมียม น้ำมันดีเซล B20 และธุรกิจ Retail Experience อย่างต่อเนื่อง
ขณะที่ ธุรกิจพลังงานชีวภาพ มีรายได้ 6,388 ล้านบาท และ EBITDA 794 ล้านบาท โดยธุรกิจผลิตและจำหน่ายไบโอดีเซล (B100) ได้แรงหนุนจากปริมาณจำหน่ายและราคาขายเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น จากการคงสัดส่วนผสมน้ำมันดีเซลพื้นฐานเป็น B7 ตลอดไตรมาส รวมถึงเริ่มรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัท บีเอสจีเอฟ จำกัด (BSGF) ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569 ภายหลังเริ่มผลิตและจำหน่าย SAF
ด้าน กลุ่มธุรกิจการค้าน้ำมัน มีรายได้ 129,205 ล้านบาท และ EBITDA 784 ล้านบาท จากปริมาณซื้อขายน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันที่เพิ่มขึ้น 20% โดยได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของธุรกรรมนอกกลุ่มบริษัทบางจาก (Out-Out) ขณะที่ธุรกิจขนส่งทางเรือมีผลการดำเนินงานดีขึ้นจากการขยายธุรกรรม Time Charter การบริหารโอกาสในตลาด Spot Charter และค่าระวางเรือที่อยู่ในระดับสูง
ส่วน กลุ่มธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ มีรายได้ 10,172 ล้านบาท และ EBITDA 7,062 ล้านบาท รับแรงหนุนจากราคาขายเฉลี่ยน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวที่เพิ่มขึ้น 40% ตามราคาน้ำมันในตลาดโลก ขณะที่ราคาก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้น 15% จากปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติในยุโรปที่อยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในรอบ 5 ปี
กลุ่มธุรกิจดังกล่าวยังรับรู้กำไรจากสัญญาซื้อขายน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ 432 ล้านบาท หรือ 154 ล้านบาทตามสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทฯ หลังหักภาษี โดยหลักเป็นกำไรที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากการป้องกันความเสี่ยง ขณะที่ OKEA บันทึกผลขาดทุนจากการด้อยค่าสินทรัพย์ในแหล่ง Statfjord และการด้อยค่าความนิยมในแหล่ง Draugen รวมประมาณ 550 ล้านบาทตามสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทฯ หลังหักภาษี
สำหรับ กลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐาน มีรายได้ 807 ล้านบาท และ EBITDA 1,065 ล้านบาท โดยโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซธรรมชาติในสหรัฐฯ รับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วม 653 ล้านบาท จากปริมาณจำหน่ายไฟฟ้าของโรงไฟฟ้า SFE และ CCE ที่เพิ่มขึ้น สามารถชดเชยผลกระทบจากการหยุดซ่อมบำรุงตามแผนของโรงไฟฟ้า Hamilton ได้ ขณะที่โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำใน สปป.ลาว มีปริมาณจำหน่ายไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 45% หลังเข้าสู่ฤดูฝนตั้งแต่เดือนพฤษภาคม
สำหรับผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกปี 2569 กลุ่มบริษัทบางจากมีรายได้จากการขายและการให้บริการ 326,080 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มี EBITDA 43,763 ล้านบาท และกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ ซึ่งไม่รวมรายการพิเศษ 13,155 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่า 100%
เมื่อรวม Inventory Gain รวม NRV และรายการพิเศษอื่น บริษัทฯ มีกำไรส่วนของบริษัทใหญ่ 18,383 ล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 12.51 บาท
สำหรับฐานะการเงิน ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 กลุ่มบริษัทบางจากมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 27,611 ล้านบาท สินทรัพย์รวม 374,755 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 75,950 ล้านบาทจากสิ้นปี 2568 ขณะที่มีหนี้สินรวม 272,149 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้นรวม 102,606 ล้านบาท โดยมีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 1.05 เท่า
ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังได้รับการจัดอันดับที่ 21 ในกลุ่มบริษัทชั้นนำ 500 แห่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จาก Fortune Southeast Asia 500 ประจำปี 2569 และหลักทรัพย์ BCP ได้รับคัดเลือกเข้าสู่ดัชนี SET50 สำหรับรอบการคำนวณวันที่ 1 กรกฎาคม-31 ธันวาคม 2569 สะท้อนศักยภาพการดำเนินธุรกิจและการสร้างมูลค่าในระยะยาวของกลุ่มบริษัทบางจาก

