
“เอเซีย พลัส” อัพเกรด STECON “ซื้อ” ชูเป้า 23 บาท คาดกำไร Q2 พุ่ง 157%
บล.เอเซีย พลัส คาด STECON ไตรมาส 2/69 กำไรสุทธิ 902 ล้านบาท โต 157% QoQ รับปันผล GULF-รายได้ก่อสร้างเร่งตัว จับตาดาต้าเซ็นเตอร์ดันแบ็กล็อกรอบใหม่ หลังลุ้นงานเพิ่ม 3 โครงการ มูลค่า 2.25 หมื่นล้านบาท
บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุถึง บริษัท สเตคอน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ STECON โดยคาดการณ์ผลประกอบการไตรมาส 2/2569 จะมีกำไรสุทธิประมาณ 902 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 157% จากไตรมาสก่อน มีแรงหนุนสำคัญจากเงินปันผลรับจาก บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF จำนวน 736 ล้านบาท รวมถึงรายได้จากธุรกิจก่อสร้างที่มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้น
ฝ่ายวิจัยคาดว่า รายได้ธุรกิจก่อสร้างในไตรมาส 2/2569 จะอยู่ที่ประมาณ 9,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28% จากไตรมาสก่อนหน้า จากการเร่งรับรู้รายได้ของโครงการหลักที่อยู่ใน Backlog ทั้งโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม รถไฟฟ้าสายสีม่วง รถไฟทางคู่เด่นชัย โครงการ Data Center โครงการ Clean Fuel Project โรงไฟฟ้าขยะ และโครงการ Bangkok Mall
ด้านอัตรากำไรขั้นต้นคาดอยู่ที่ 7.2% ลดลงเพียงเล็กน้อยจากไตรมาส 1/2569 แม้ต้นทุนวัสดุก่อสร้างและราคาน้ำมันดีเซลปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากบริษัทมีสัดส่วนงานภาคเอกชนที่ให้อัตรากำไรสูงเพิ่มขึ้น ควบคู่กับการบริหารจัดการต้นทุนผ่านการล็อกราคาเหล็กล่วงหน้า การได้รับเงินชดเชยค่า K จากโครงการภาครัฐ และการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพในการก่อสร้าง
ขณะเดียวกัน สัดส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อรายได้ (SG&A/Sales) คาดลดลงเหลือ 3.3% จาก 4.1% ในไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนประโยชน์จากการประหยัดต่อขนาดตามฐานรายได้ที่เพิ่มขึ้น ส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนคาดทรงตัวที่ประมาณ 35 ล้านบาท โดยหลักมาจากบริษัท UTA และโครงการร่วมทุนกับ NOBLE
สำหรับแนวโน้มช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ฝ่ายวิจัยประเมินว่า แม้รายได้ก่อสร้างในช่วงครึ่งปีแรกจะคิดเป็นประมาณ 47% ของประมาณการรายได้ทั้งปีที่ 3.5 หมื่นล้านบาท แต่ยังไม่น่ากังวล เนื่องจากลักษณะธุรกิจรับเหมาก่อสร้างมักมีการเร่งรับรู้รายได้ในช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง จึงมองว่า STECON ยังมีโอกาสทำรายได้ทั้งปีได้ตามเป้าหมาย
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ฝ่ายวิจัยให้น้ำหนักมากกว่าผลประกอบการระยะสั้น คือการเข้าสู่วงจรการเติบโตรอบใหม่ของ Backlog โดยเฉพาะธุรกิจ Data Center ซึ่งกำลังกลายเป็น Strategic Growth Engine สำคัญของ STECON ในระยะถัดไป ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างยื่นประมูลงาน Data Center เพิ่มอีก 3 โครงการ มูลค่ารวมประมาณ 2.25 หมื่นล้านบาท ซึ่งหากได้รับงานจะช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับ Backlog และสร้างฐานรายได้ระยะยาว
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากการลงทุนภาครัฐที่คาดว่าจะกลับมาเร่งตัวอีกครั้งหลังเข้าสู่ปีงบประมาณใหม่ในช่วงไตรมาส 4/2569 ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ STECON เข้าร่วมประมูลงานโครงสร้างพื้นฐานใหม่ และเป็นแรงขับเคลื่อนต่อผลประกอบการในปีถัดไป
ฝ่ายวิจัยยังมองว่า STECON มีพัฒนาการเชิงบวกจากการกระจายฐานรายได้ออกจากธุรกิจรับเหมาก่อสร้างไปยังธุรกิจใหม่ ทั้งน้ำประปา Data Center อสังหาริมทรัพย์ รวมถึงรายได้เงินปันผลจากการลงทุนใน GULF ซึ่งจะช่วยเพิ่มความต่อเนื่องและลดความผันผวนของผลประกอบการในระยะยาว ประกอบกับ Backlog ที่อยู่ในระดับแข็งแกร่งและยังมีโอกาสรับงานใหม่เพิ่มเติม
ทั้งนี้ บล.เอเซีย พลัส ปรับเพิ่มคำแนะนำ STECON จาก “Trading” เป็น “ซื้อ” พร้อมประเมินราคาเหมาะสมปี 2570 ด้วยวิธี Sum of the Parts ที่ 23.00 บาทต่อหุ้น คิดเป็น Upside ประมาณ 28% โดยให้น้ำหนักกับการเข้าสู่วงจรเติบโตใหม่ของ Backlog การขยายฐานธุรกิจ และโอกาสรับงาน Data Center เพิ่มเติมในอนาคต

