IVL เปิดงบ พลิกกำไร Q2 แตะ 5.96 พันล้าน สูงกว่าคาด 14% ลุ้นเป้า 25.76 บาท

IVL รายงานผลดำเนินงานไตรมาส 2/69 พลิกกำไร 5.96 พันล้านบาท จากปีก่อนขาดทุน 521 ล้านบาท ขณะที่รายได้แตะ 1.36 แสนล้านบาท สูงกว่า LSEG Consensus ราว 14% พร้อมราคาเป้าหมายเฉลี่ย 25.76 บาท


บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) หรือ IVL รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 และงวด 6 เดือนแรก สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2569 มีกำไรสุทธิ ดังนี้

สำหรับผลการดำเนินงาน ไตรมาส 2/2569 บริษัทพลิกมีกำไรสุทธิ 5,961.38 ล้านบาท เมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อนขาดทุนสุทธิ 521.01 ล้านบาท โดยการพลิกกลับมามีกำไรได้รับแรงหนุนจากผลการดำเนินงานของธุรกิจหลักที่ปรับตัวดีขึ้น โดยบริษัทมีรายได้จากการขายรวม 136,014 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ EBITDA อยู่ที่ 21,687 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 129% และกำไรจากกิจกรรมดำเนินงานเพิ่มเป็น 11,838 ล้านบาท จาก 3,357 ล้านบาทในปีก่อน

ธุรกิจ Combined PET (CPET) และ Intermediate Chemicals เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ โดยมี EBITDA ไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 14,433 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 163% จากปีก่อน จากส่วนต่างราคา China Integrated PET ที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงความได้เปรียบของฐานการผลิตแบบบูรณาการในอเมริกาเหนือและต้นทุน Shale Gas ขณะที่มาตรการปรับโครงสร้างและเพิ่มประสิทธิภาพช่วยลดต้นทุนคงที่ของบริษัท

ด้าน Indovinya มี EBITDA 4,688 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 94% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งทั้งกลุ่มผลิตภัณฑ์ HVA และ Essentials รวมถึงการบริหารราคาและการเพิ่มประสิทธิภาพเชิงพาณิชย์ โดยกลุ่ม HVA ยังคงเป็นแหล่งสร้าง EBITDA หลักของธุรกิจ

ขณะที่ Indovida มี EBITDA 1,311 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 62% จากปีก่อน ได้แรงหนุนจากอุปสงค์ที่แข็งแกร่งในหลายตลาด โดยเฉพาะประเทศไทย เมียนมา อียิปต์ และกานา รวมทั้งการรับรู้ผลดำเนินงานเต็มไตรมาสจากโรงงานใหม่ในแทนซาเนีย ส่วนธุรกิจ Fibers มี EBITDA 1,873 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 39% จากการปรับราคา ส่วนผสมผลิตภัณฑ์ที่ดีขึ้น และประโยชน์จากสินค้าคงคลังต้นทุนต่ำ แม้ตลาด Lifestyle และ Mobility ยังอยู่ในภาวะอ่อนแอ

อย่างไรก็ตาม ไตรมาสดังกล่าวยังมี รายการกดดันกำไร ได้แก่ ขาดทุนจากการด้อยค่าสินทรัพย์ถาวร 796 ล้านบาท ขาดทุนจากการจำหน่ายบริษัทย่อยและรายการอื่น 484 ล้านบาท ผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนของเงินกู้ระยะยาวและรายการพิเศษอื่นรวม 698 ล้านบาท รวมถึงค่าใช้จ่ายชดเชยพนักงานและการปรับโครงสร้างธุรกิจ 1,227 ล้านบาท ทั้งนี้ หากไม่รวมผลขาดทุนจากการด้อยค่าและรายการพิเศษอื่น บริษัทมีกำไรสุทธิในไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 9,165 ล้านบาท เทียบกับขาดทุน 737 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน

ส่วนผลการดำเนินงาน งวด 6 เดือนแรกปี 2569 บริษัทมีกำไรสุทธิ 3,144.93 ล้านบาท พลิกจากขาดทุนสุทธิ 1,833.09 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้จากการขายรวม 245,310 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% และ EBITDA 29,735 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 61% จากปีก่อน โดย CPET มี EBITDA 19,897 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 111%, Indovida เพิ่มขึ้น 37% และ Indovinya เพิ่มขึ้น 17% ขณะที่ Fibers ลดลง 9%

ด้าน LSEG Consensus ประเมินรายได้รวมของ IVL ในไตรมาส 2/2569 ไว้ที่ 119,321.33 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 6,372 ล้านบาท ขณะที่ผลประกอบการจริงบริษัทมีรายได้จากการขาย 136,014 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการราว 14% ส่วนกำไรสุทธิ 5,961.38 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการราว 6% สำหรับปี 2569 ตลาดคาดรายได้รวมอยู่ที่ 496,634.42 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 5,760.76 ล้านบาท ขณะที่ราคาเป้าหมายเฉลี่ยอยู่ที่ 25.76 บาท จาก 13 โบรกเกอร์

ด้าน นายอาลก โลเฮีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส เปิดเผยว่า IVL ผู้ผลิตเคมีภัณฑ์ระดับโลกที่ดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน รายงานผลประกอบการครึ่งแรกของปี 2569 ที่แข็งแกร่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนถึงภาวะตลาดที่เอื้ออำนวย ควบคู่กับความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องในการเสริมสร้างปัจจัยพื้นฐานด้านการดำเนินงานของบริษัทฯ ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

สำหรับครึ่งแรกของปี 2569 บริษัทฯ มีรายได้ 245.3 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 เมื่อเทียบปีต่อปี และมี EBITDA อยู่ที่ 29.7 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 61  EBITDA ในช่วงไตรมาสที่สองมีความแข็งแกร่งอย่างมาก โดยทั้งสี่กลุ่มธุรกิจได้สร้างผลการดำเนินงานที่พัฒนาขึ้นเมื่อเทียบปีต่อปี กระแสเงินสดจากการดำเนินงานหลังหักเงินลงทุนเพื่อการบำรุงรักษาเพิ่มขึ้นร้อยละ 78 เป็น 25.9 พันล้านบาท ขณะที่การสร้างกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งช่วยสนับสนุนการลดภาระหนี้เพิ่มเติม โดยอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นปรับตัวดีขึ้นเป็น 1.56 เท่า ทำให้บริษัทฯ สามารถบรรลุเป้าหมายสำหรับปี 2569 ที่กำหนดไว้ในงาน Capital Markets Day ได้เร็วกว่ากำหนด

ฝ่ายบริหารยังคงเดินหน้าดำเนินมาตรการพึ่งพาตนภายใต้กลยุทธ์ IVL 2.0 อย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงการบริหารจัดการด้านการขายและการดำเนินงาน (Sales & Operations Execution: S&OE) การบริหารสินค้าคงคลังอย่างมีวินัย และการบริหารเงินทุนหมุนเวียน ซึ่งช่วยสนับสนุนให้การเปลี่ยนผลการดำเนินงานเป็นกระแสเงินสดมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยอัตราการหมุนเวียนสินค้าคงคลังปรับตัวดีขึ้นเป็น 5.0 เท่าในไตรมาสที่สอง จาก 4.7 เท่า ณ สิ้นปี 2568 นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังบริหารอัตราการเดินเครื่องอย่างรอบคอบ เพื่อให้ปริมาณการผลิตสอดคล้องกับเป้าหมายสินค้าคงคลัง และรักษาคุณภาพของอัตรากำไรท่ามกลางภาวะราคาที่ผันผวน

ในระยะต่อไป อินโดรามา เวนเจอร์ส คาดว่าปัจจัยเอื้อหนุนตลาดที่แข็งแกร่งเป็นพิเศษในไตรมาสที่สองจะเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ สำหรับช่วงที่เหลือของปี 2569 บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการสร้างผลกำไรที่ยั่งยืนภายใต้ส่วนต่างกำไรที่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ การเปลี่ยนผลกำไรดังกล่าวให้เป็นกระแสเงินสดอิสระ การลดหนี้สินสุทธิในเชิงมูลค่า และการเพิ่มผลตอบแทนจากเงินทุน

นายอาลก โลเฮีย  กล่าวอีกว่า “ผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งแรกของปีสะท้อนทั้งภาวะตลาดที่เอื้ออำนวยและความคืบหน้าจากมาตรการพึ่งพาตนที่เราได้ดำเนินการเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่อินโดรามา เวนเจอร์ส เนื่องจากภาวะตลาดจะกลับเข้าสู่ระดับปกติ ทำให้บทพิสูจน์ที่สำคัญกว่าคือเราจะสามารถเปลี่ยนข้อได้เปรียบจากแพลตฟอร์มที่สร้างขึ้นตลอดระยะเวลากว่าสามทศวรรษ ไม่ว่าจะเป็นขนาดธุรกิจ การบูรณาการ เครือข่ายการดำเนินงานทั่วโลก รูปแบบการดำเนินงานแบบผลิตในภูมิภาคเพื่อรองรับความต้องการในภูมิภาค (local-for-local) และสถานะที่แข็งแกร่งในกลุ่มลูกค้า ให้เป็นผลประกอบการที่สม่ำเสมอยิ่งขึ้น การสร้างกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งขึ้น และผลตอบแทนที่สูงขึ้นตลอดวัฏจักรธุรกิจได้หรือไม่

เราเริ่มเห็นข้อได้เปรียบเหล่านี้แปรเปลี่ยนเป็นผลลัพธ์ในการดำเนินงานแล้ว การบริหารจัดการการดำเนินงาน สินค้าคงคลัง และเงินทุนหมุนเวียนอย่างมีวินัยยิ่งขึ้นกำลังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างกระแสเงินสด ขณะที่การดำเนินการด้านพอร์ตโฟลิโอธุรกิจช่วยยกระดับคุณภาพของธุรกิจและเพิ่มผลตอบแทนจากเงินทุน เมื่อดำเนินการร่วมกัน มาตรการเหล่านี้กำลังเสริมให้อินโดรามา เวนเจอร์ส มีความคล่องตัวและความแข็งแกร่งทางการเงินมากยิ่งขึ้น

เรายังคงเชื่อมั่นต่อแนวโน้มที่คาดไว้สำหรับปี 2569 และเป้าหมายที่มุ่งหวังสำหรับปี 2571 โดยเรามุ่งเดินหน้าดำเนินการในส่วนที่สามารถควบคุมได้ เสริมสร้างความแข็งแกร่งของงบดุล และเพิ่มผลตอบแทน พร้อมทั้งรักษาความยืดหยุ่นเพื่อคว้าโอกาสในการเติบโตตามการเปลี่ยนแปลงของตลาด”

การปรับตัวดีขึ้นของผลประกอบการมีปัจจัยหลักจากกลุ่มธุรกิจ Combined PET ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากภาวะตลาดที่เอื้ออำนวย รวมถึงประโยชน์จากแพลตฟอร์มระดับโลกที่มีการบูรณาการและรูปแบบการดำเนินงานแบบ local-for-local ของอินโดรามา เวนเจอร์ส สำหรับกลุ่มธุรกิจ Indovida ยังคงรักษาแรงส่งการเติบโต โดยได้รับแรงสนับสนุนจากสถานะผู้นำในตลาดบรรจุภัณฑ์ ความใกล้ชิดและความเข้าใจลูกค้า และโครงการขับเคลื่อนการเติบโตจากภายในองค์กร ส่วนกลุ่มธุรกิจ Indovinya มีผลการดำเนินงานแข็งแกร่งทั้งในกลุ่มผลิตภัณฑ์ High Value Applications และ Essentials โดยได้รับแรงสนับสนุนจากความเป็นเลิศด้านการพาณิชย์  กลุ่มธุรกิจ Fibers มีผลการดำเนินงานในไตรมาสที่สองปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสแรก โดยได้รับแรงสนับสนุนจากความต้องการในกลุ่มผลิตภัณฑ์ Hygiene ที่ทรงตัว และการดำเนินมาตรการด้านการปรับเปลี่ยนธุรกิจ แม้ว่าตลาดปลายทางในกลุ่ม Lifestyle และ Mobility ยังคงอ่อนตัวอย่างต่อเนื่อง

Back to top button