เปิดโผ 50 หุ้น mai พุ่งเกิน 20% รอบ 7 เดือน TRT แชมป์วิ่งแรง 304%

สำรวจหุ้น mai รอบ 7 เดือนแรกปี 2569 พบ 50 หลักทรัพย์บวกเกิน 20% โดย TRT ครองแชมป์พุ่งแรง 304% ขณะที่ NTF-KUMWEL-PSGC-UKEM-STC-STOWER ติดกลุ่มราคาทะยานเกิน 100%


“ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” สำรวจความเคลื่อนไหวราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ หรือ mai ช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 โดยเปรียบเทียบราคาปิด ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 กับวันที่ 30 ธันวาคม 2568 พบว่า มีหุ้นจำนวน 50 หลักทรัพย์ ที่ราคาปรับตัวขึ้นมากกว่า 20% สะท้อนแรงซื้อที่กระจายเข้าสู่หุ้นรายตัว โดยเฉพาะบริษัทที่มีผลประกอบการเติบโตและมีปัจจัยเฉพาะสนับสนุน

ด้านภาพรวมตลาดหุ้นไทย ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2569 ดัชนี SET ปิดที่ 1,623.64 จุด เพิ่มขึ้น 2% จากเดือนก่อน และเพิ่มขึ้น 28.9% จากสิ้นปี 2568 โดยได้รับแรงสนับสนุนจากกระแสเงินทุนต่างชาติ ซึ่งซื้อสุทธิหุ้นไทยในเดือนกรกฎาคม 48,864 ล้านบาท นับเป็นการซื้อสุทธิต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ส่งผลให้ช่วง 7 เดือนแรกของปีมียอดซื้อสุทธิสะสม 75,864 ล้านบาท

สำหรับหุ้นที่ปรับตัวโดดเด่นที่สุด ได้แก่ บริษัท ถิรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TRT ราคาปิด ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 อยู่ที่ 13.80 บาท จาก 3.42 บาท ณ สิ้นปี 2568 เพิ่มขึ้น 10.38 บาท หรือ 303.51% สูงสุดในกลุ่มที่สำรวจ โดยการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นสอดรับกับผลประกอบการที่เติบโตอย่างโดดเด่น

นายสัมพันธ์ วงษ์ปาน กรรมการผู้จัดการ TRT เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานครึ่งปีแรก 2569 บริษัทและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ 290.19 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 209.32 ล้านบาท หรือประมาณ 259% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 80.86 ล้านบาท ขณะที่รายได้จากการขายอยู่ที่ 1,345.47 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 218.65 ล้านบาท หรือ 19.40% ส่วนรายได้จากการให้บริการอยู่ที่ 84.05 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.49%

ด้านความสามารถในการทำกำไร อัตรากำไรขั้นต้นจากการขายเพิ่มขึ้นเป็น 40.01% จาก 23.54% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นจากการให้บริการเพิ่มเป็น 48.01% จาก 36.07% โดยเฉพาะธุรกิจบริการหม้อแปลงไฟฟ้าในไตรมาส 2/2569 ที่มีอัตรากำไรขั้นต้น 64.07% จาก 41.34% สะท้อนประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุนที่ดีขึ้น

สำหรับแนวโน้มครึ่งปีหลัง TRT มีงานในมือรอรับรู้รายได้ (Backlog) ณ สิ้นไตรมาส 2/2569 ประมาณ 3,066 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 2,920 ล้านบาท ณ สิ้นไตรมาสแรก โดยคาดรับรู้รายได้ช่วงที่เหลือของปีราว 1,433 ล้านบาท และมีโอกาสรับงานเพิ่มเติมประมาณ 245 ล้านบาท รวมประมาณ 1,678 ล้านบาท สนับสนุนเป้ารายได้ธุรกิจหม้อแปลงไฟฟ้าทั้งปีที่ 3,000 ล้านบาท พร้อมประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 0.17 บาทต่อหุ้น

ถัดมา บริษัท เอ็นทีเอฟ อินเตอร์กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ NTF ราคาปิด ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 อยู่ที่ 15.00 บาท จาก 6.20 บาท ณ สิ้นปี 2568 เพิ่มขึ้น 8.80 บาท หรือ 141.94% โดยมีการเติบโตของธุรกิจส่งออกทุเรียนพรีเมียมไปจีนเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญสนับสนุน

นายวิชัย ศิระมานะกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร NTF เปิดเผยว่า ไตรมาส 2/2569 บริษัทมีกำไรสุทธิ 244.20 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 59.86% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 152.75 ล้านบาท ขณะที่รายได้จากการขายอยู่ที่ 2,178.29 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 53.38% จาก 1,420.19 ล้านบาท รับแรงหนุนจากความต้องการทุเรียนพรีเมียมสดในจีน

ทั้งนี้ รายได้จากการส่งออกทุเรียนพรีเมียมสดในไตรมาส 2/2569 คิดเป็น 97.01% ของรายได้รวม ขณะที่ปริมาณส่งออกเพิ่มขึ้น 67.64% เป็น 13,445 ตัน จาก 8,020 ตัน ส่งผลให้ครึ่งปีแรกมีกำไรสุทธิ 276.40 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 66.73% และรายได้จากการขาย 2,655.96 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 59.90% ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มเป็น 19.73% จาก 19.19%

ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มองว่าคุณภาพกำไรของ NTF ยังแข็งแกร่ง ขณะที่กำไรครึ่งปีแรกคิดเป็นกว่า 66% ของประมาณการทั้งปี โดยคาดไตรมาส 3/2569 ยังเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้ชะลอลงจากไตรมาสก่อนตามฤดูกาล พร้อมคงคำแนะนำ “Outperform” ราคาเป้าหมาย 20.80 บาท

ด้าน บริษัท คัมเวล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ KUMWEL ราคาปิด ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 อยู่ที่ 2.32 บาท จาก 1.01 บาท ณ สิ้นปี 2568 เพิ่มขึ้น 1.31 บาท หรือ 129.70% โดยมีแนวโน้มการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมเทคโนโลยี โดยเฉพาะ Data Center เป็นปัจจัยสนับสนุน

บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด ระบุว่า แนวโน้มผลประกอบการของ KUMWEL ได้แรงหนุนจากงานโครงการที่เพิ่มขึ้น ทั้ง Data Center รถไฟ นิคมอุตสาหกรรม และโซลาร์เซลล์ ขณะที่บริษัทมี Backlog มากกว่า 700 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ในช่วงที่เหลือของปี 2569 และต่อเนื่องถึงปี 2570

นอกจากนี้ KUMWEL ยังมีโอกาสจากโครงการ BOI STEM+ ที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบแผงวงจรพิมพ์ (PCB) เซมิคอนดักเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ โดยมีมูลค่างานเบื้องต้นมากกว่า 100 ล้านบาท ช่วยต่อยอดฐานรายได้จากอุตสาหกรรมเทคโนโลยี

ด้าน นายบุญศักดิ์ เกียรติจรูญเลิศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร KUMWEL ระบุว่า บริษัทตั้งเป้ารายได้ปี 2569 ที่ 1,000 ล้านบาท พร้อมขยายฐานลูกค้าในอาเซียน อินเดีย สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย ขณะที่แผน JUMP+ ตั้งเป้ากำไรสุทธิปี 2571 ที่ 270-337.50 ล้านบาท พร้อมยกระดับอัตรากำไรสุทธิในระยะกลาง

ส่วน บริษัท พีเอสจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PSGC ราคาปิด ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 อยู่ที่ 5.25 บาท จาก 2.30 บาท ณ สิ้นปี 2568 เพิ่มขึ้น 2.95 บาท หรือ 128.26% สอดรับกับผลประกอบการที่ขยายตัวก้าวกระโดด หลังรวมผลการดำเนินงานของบริษัท เอ็นที จำกัด (NT) เข้ามาเต็มไตรมาส

นายเดวิด แวน ดาว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร PSGC เปิดเผยว่า ไตรมาส 2/2569 บริษัทมีกำไรสุทธิ 359.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,791.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไร 19 ล้านบาท ขณะที่รายได้รวมอยู่ที่ 4,692.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 605.7% จาก 664.9 ล้านบาท

โครงสร้างรายได้ของ PSGC เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญหลังรวม NT โดยมีรายได้จากการขาย 4,047 ล้านบาท คิดเป็น 86.3% ของรายได้รวม ส่วนใหญ่มาจากการจำหน่ายถ่านหินให้ลูกค้าในเวียดนาม ขณะที่ครึ่งปีแรก 2569 บริษัทมีรายได้รวม 7,292.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 457.4% และกำไรสุทธิ 626.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 432%

สำหรับแนวโน้มระยะถัดไป PSGC มองว่าการขยายฐานลูกค้า การบริหารต้นทุน และการเพิ่มประสิทธิภาพของ NT จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ พร้อมต่อยอดธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ พลังงาน และก่อสร้างในภูมิภาค CLMV รวมถึงเพิ่มสัดส่วนรายได้ประจำ (Recurring Revenue) ลดการพึ่งพางานก่อสร้างเพียงอย่างเดียว

ขณะที่ บริษัท ยูเนี่ยน ปิโตรเคมีคอล จำกัด (มหาชน) หรือ UKEM ราคาปิด ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 อยู่ที่ 1.28 บาท จาก 0.58 บาท ณ สิ้นปี 2568 เพิ่มขึ้น 0.70 บาท หรือ 120.69% โดยผลประกอบการช่วงต้นปี 2569 เป็นอีกปัจจัยพื้นฐานที่สอดรับกับความสนใจของนักลงทุน

จากข้อมูลผลประกอบการที่ UKEM เปิดเผยผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ไตรมาส 1/2569 บริษัทมีรายได้รวม 783.13 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 99.71 ล้านบาท หรือกำไรต่อหุ้น 0.09 บาท โดยกำไรสุทธิเพียงไตรมาสแรกสูงกว่ากำไรสุทธิทั้งปี 2568 ซึ่งอยู่ที่ 54.35 ล้านบาท สะท้อนการฟื้นตัวของความสามารถในการทำกำไรอย่างมีนัยสำคัญ

ล่าสุดผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 บริษัทมีกำไรสุทธิ 238.70 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,518.22% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 14.75 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 223.95 ล้านบาท โดยมีรายได้จากการขายและบริการ 998.86 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 42.85% จากปีก่อนที่ 699.24 ล้านบาท

ทั้งนี้ บริษัทระบุว่า กำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในไตรมาส 2/2569 เป็นผลจาก ราคาสินค้าในตลาดปรับตัวสูงขึ้นตามความผันผวนของตลาดและสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาขายเฉลี่ยของสินค้าปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่บริษัทและบริษัทย่อยสามารถบริหารจัดการสินค้าและการขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยติดตามสถานการณ์และข้อมูลตลาดอย่างใกล้ชิด พร้อมบริหารปริมาณสินค้าให้เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า

ขณะเดียวกัน บริษัทมีการควบคุมค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้อยู่ในระดับเหมาะสม ประกอบกับ ต้นทุนขายเฉลี่ยต่อกิโลกรัมเพิ่มขึ้นในอัตราที่ต่ำกว่าราคาขายเฉลี่ยต่อกิโลกรัม โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าเคมีภัณฑ์ทั่วไป (Solvent) และกลุ่มสินค้าเคมีภัณฑ์พิเศษ ส่งผลให้ความสามารถในการทำกำไรปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อีกทั้งต้นทุนทางการเงินลดลง 18.74% เหลือ 3.52 ล้านบาท จาก 4.33 ล้านบาท

สำหรับงวด 6 เดือนแรกปี 2569 บริษัทมีกำไรสุทธิ 338.41 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,031.51% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 29.91 ล้านบาท ขณะที่รายได้จากการขายและบริการอยู่ที่ 1,781.31 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.12% จาก 1,446.77 ล้านบาท

ด้าน STC ราคาปิด ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 อยู่ที่ 0.59 บาท จาก 0.29 บาท ณ สิ้นปี 2568 เพิ่มขึ้น 0.30 บาท หรือ 103.45% ขณะที่ STOWER ราคาปิดอยู่ที่ 0.04 บาท จาก 0.02 บาท เพิ่มขึ้น 0.02 บาท หรือ 100.00% ส่งผลให้มีหุ้น mai รวม 7 หลักทรัพย์ที่ราคาปรับขึ้นตั้งแต่เท่าตัวขึ้นไปในช่วง 7 เดือนแรกของปี

อย่างไรก็ตามภาพรวมสะท้อนว่าหุ้น mai ที่ปรับตัวโดดเด่นในช่วง 7 เดือนแรกปี 2569 มีลักษณะเลือกลงทุนเป็นรายหลักทรัพย์ โดยกลุ่มหุ้นที่ขึ้นนำหลายบริษัทมีปัจจัยพื้นฐานรองรับ ทั้งกำไรและรายได้ที่เติบโต อัตรากำไรที่ปรับตัวดีขึ้น Backlog รองรับการรับรู้รายได้ การขยายตลาด รวมถึงการต่อยอดเข้าสู่ธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโต ซึ่งยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลัง

Back to top button