
KSS ยก KTC ขึ้นท็อปพิก เป้าใหม่ 54 บาท กำไร 3 ปี “นิวไฮ” ต่อเนื่อง
บล.กรุงศรี (KSS) คงคำแนะนำซื้อหุ้น KTC ยกให้เป็นหุ้นเด่นในกลุ่มการเงิน ราคาเป้าหมาย 54 บาท ส่วน FSS คาดกำไรทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง รับอานิสงส์เข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นในครึ่งปีหลัง การขยายฐานลูกค้า Gen Z และการรุกสินเชื่อ "พี่เบิ้ม" รวมถึงการบริหารคุณภาพหนี้ที่แข็งแกร่ง
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS ระบุว่า ยังคงคำแนะนำซื้อหุ้น บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC ปรับใช้ราคาเป้าหมายของปี 2570 ที่ 54 บาท (จากเดิม 50 บาท) และยกให้เป็นหุ้นเด่นของกลุ่มสินเชื่อ เนื่องจากมีจุดแข็งด้านงบดุล อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) มีความน่าสนใจโดยคาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 5-6% ประกอบกับทิศทางกำไรสุทธิในปี 2569 มีแนวโน้มทำจุดสูงสุดใหม่ต่อเนื่องจากปี 2568 นอกจากนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมเพื่อประกอบธุรกิจขายประกัน ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนการเติบโตของรายได้ในอนาคต
ด้านคุณภาพสินทรัพย์ KTC ประเมินว่ายังสามารถควบคุมคุณภาพของลูกหนี้ได้เป็นอย่างดี โดยคาดการณ์ค่าใช้จ่ายสำรอง (Credit Cost) ตลอดปี 2569 จะอยู่ที่ระดับ 5.0-5.3% ใกล้เคียงกับช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 5.0%
ด้านนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) หรือ FSS ระบุว่า ยังคงคำแนะนำซื้อหุ้น บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC ราคาเป้าหมาย 46 บาท FSS คาดการณ์กำไรสุทธิปี 2569-2571 จะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่ระดับ 3.9% และสามารถทำระดับสูงสุดใหม่ (New High) ได้ในทุกปี ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของผู้บริหาร
พร้อมประเมินการเติบโตของสินเชื่อจะอยู่ที่ 1.1-2.9% ในช่วงปี 2569-2571 ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) คาดว่าจะอยู่ที่ 13.32-13.54% ขณะที่ Cost-to-Income Ratio จะเพิ่มขึ้นแตะ 36.6% ในปี 2569 และทรงตัวในระดับสูงที่ 36.7-36.9% ในช่วงปี 2570-2571 ด้านต้นทุนเครดิตคาดว่าจะทรงตัวที่ 5.27-5.33% ตลอดช่วงประมาณการ
ขณะที่ช่วงครึ่งหลังของปี 2569 เข้าสู่ช่วงฤดูกาลใช้จ่ายสูงสุด (High Season) โดยปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจบัตรเครดิต คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการมุ่งเน้นกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้สูง กลุ่ม Gen Z และกลุ่มผู้เริ่มต้นวัยทำงานควบคู่ไปกับการสร้างการมีส่วนร่วมผ่านช่องทางดิจิทัลที่เพิ่มขึ้น และการกำหนดหมวดหมู่การใช้จ่ายเป้าหมายที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
ขณะที่การเติบโตของสินเชื่อส่วนบุคคลมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้น โดยเฉพาะสินเชื่อ “KTC พี่เบิ้ม” หลังจากมีการปรับปรุงผลิตภัณฑ์ การกำหนดราคาโดยอิงตามความเสี่ยง อีกทั้ง KTC ยังคงเป้า Cost-to-Income Ratio ทั้งปีไว้ที่ 36-37% รองรับการลงทุน โดยเชื่อมั่นว่าการยกระดับเทคโนโลยีจะช่วยลดต้นทุนในระยะยาว ซึ่งคาดว่าจะเห็นผลประโยชน์ชัดเจนตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป

