“ทิสโก้” มองบวก KTC ซื้อ WIN ช่วยลดต้นทุน-ต่อยอดกลุ่ม KTB ชูเป้า 44 บาท

บล.ทิสโก้ (TISCO) มองบวก KTC เข้าซื้อหุ้น “วิน เพอร์ฟอร์แมนซ์” มูลค่า 295 ล้านบาท เสริมศักยภาพธุรกิจติดตามหนี้และบริการทางกฎหมาย ชี้ช่วยบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ฟาก บล.ทีทีบี เวลล์ คาดหนุนอัพไซด์กำไร 1–2% พร้อมแนะ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 44 บาท


นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด หรือ TISCO ระบุว่า ฝ่ายวิจัยอยู่ระหว่างทบทวนมูลค่าที่เหมาะสม ของ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC หลังแจ้งเข้าซื้อ บริษัท วิน เพอร์ฟอร์แมนซ์ จำกัด หรือ WIN สัดส่วน 100% มูลค่า 295 ล้านบาท ซึ่งภายหลังธุรกรรมแล้วเสร็จ WIN จะเข้ามาเป็นบริษัทย่อยของ KTC และเป็นบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB ภายใต้การอนุมัติจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นที่เรียบร้อย

โดยฝ่ายวิจัยมีมุมมองเชิงบวกต่อธุรกรรมดัง เนื่องจากราคาซื้อถือว่าไม่สูงเมื่อเทียบกับผลการดำเนินงานของ KTC ที่มีกำไรสุทธิในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 อยู่ที่ประมาณ 4.4 พันล้านบาท ขณะที่วัตถุประสงค์หลักของการเข้าซื้อกิจการมุ่งเน้นเพื่อสนับสนุนการบริหารต้นทุนการดำเนินงาน และสร้างแหล่งรายได้ใหม่ผ่านการทำงานร่วมกันภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของ KTB ซึ่ง WIN มีความคุ้นเคยกับธุรกิจของ KTC อยู่แล้วจากการให้บริการติดตามหนี้เดิม การเข้ามาอยู่ภายใต้โครงสร้างเดียวกันจึงเปิดโอกาสให้ขยายการบริการไปยังบริษัทอื่นในกลุ่มธนาคาร และใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลลูกค้าได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ การมีทีมติดตามหนี้ภายในกลุ่มยังเป็นกลยุทธ์สำคัญต่อการรักษาคุณภาพสินทรัพย์ให้อยู่ในระดับแข็งแกร่ง คาดการณ์ว่าจะช่วยเพิ่มความสามารถในการทำกำไร และรองรับการขยายตัวของผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างสินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นหลักประกัน ซึ่งจำเป็นต้องมีระบบบริหารและติดตามหนี้ที่มีประสิทธิภาพสูง

ทั้งนี้ บล.ทิสโก้ มองว่าแม้เป็นธุรกรรมขนาดที่ไม่ใหญ่แต่จะสร้างประโยชน์ระยะยาว ดังนั้นจึงยังคงคำแนะนำถือหุ้น KTC โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการทบทวนมูลค่าที่เหมาะสม

ด้านนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทีทีบี เวลล์ จำกัด หรือ TTBWEALTH  ระบุว่า จากธุรกรรมดังกล่าว ฝ่ายวิจัยมีมุมมองเป็น “บวกเล็กน้อย” เนื่องจากเดิม WIN มีสัดส่วนการรับงานติดตามหนี้จาก KTC คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 90% ของการเก็บหนี้ทั้งหมด

ดังนั้นจึงมองว่าดีลนี้อาจไม่ได้สร้างการเติบโตของรายได้อย่างมีนัยสำคัญให้แก่ KTC แต่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านการบริหารค่าใช้จ่ายและลดภาระค่าธรรมเนียมในการเก็บหนี้ลงได้อย่างชัดเจน โดยประเมินว่าจะส่งผลเชิงบวกเป็นส่วนเพิ่ม (Upside) ต่อกำไรสุทธิของ KTC ราว 1-2% จึงยังคงคำแนะนำซื้อ ให้ราคาพื้นฐานที่ 44.00 บาท

Back to top button